Life is all around.

Archive for August 2008

Hurricane Gustav

มาอีกลูกแล้ว สำหรับเฮอร์ริเคนคราวนี้ชื่อว่ากูสต๊าฟ (Hurricane Gustav) ซึ่งเกิดที่ประเทศ Haiti ประมาณวัน 25 สิงหาคม และเมื่อเช้าที่ผ่านมาเฮอร์ริเคนเพิ่งพัดผ่านประเทศคิวบา ซึ่งช่วงนั้นความแรงของเฮอร์ริเคนอยู่ที่ระดับ 4 มีผู้เสียชีวิตในประเทศคิวบาหลายคน คืนนี้เฮอร์ริเคนจะเข้าสู่ New Orleans รัฐ Louisiana ระดับความแรงจะลดลงเหลือ 3 แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างอันตราย ทางรัฐบาลเตรียมย้ายประชาชน (excavate) ที่อยู่ในเมืองให้ออกไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยตั้งแต่เช้าตรู่ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีคนอยู่จำนวนมากที่ไม่ยอมย้ายออกและยืนหยัดที่จะอยู่ที่เดิม ช่วงนี้ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกาจึงเร่งทำคะแนนยกใหญ่ โดยทั้ง John McCain จากพรรครีพลับบลิกัน (Republican) และ Barack Obama จากพรรคดีโมเคร็ก (Democratic) ไปเยี่ยมประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

โชคดีว่าเฮอร์ริเคนกูสต๊าฟจะมุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จาก Louisiana เข้าสู่เมือง Houston รัฐ Texas แล้วลดความแรงลงเรื่อย หวังว่าคงเป็นไปตามคำพยากรณ์ และภาวนาว่าอย่าให้รุนแรงเหมือนเฮอร์ริเคนแคททรินา (Hurricane Katrina) ที่ถล่มเมือง New Orleans เมื่อเดือนสิงหาคม 2005 ที่ผ่านมา จะว่าไปก็ครบรอบ 3 ปีพอดี เดือนนี้ช่างเป็นเดือนสำหรับเฮอร์ริเคนสำหรับคนที่อาศัยอยู่ทางใต้ของอเมริกาจริงๆ

Hurricane Gustav

Advertisements
Tags:

Olemiss-football

เสาร์นี้เป็นวันแรกของฟุตบอลซีซั่นระดับอุดมศึกษาของชาวอเมริกัน ที่มหาวิทยาลัยเนืองแน่นไปด้วยแฟนฟุตบอลทั้งจากทางเจ้าบ้านและทีมที่มาเยือน ปีนี้ค่อนข้างพิเศษนิดนึงตรงที่ Ole Miss ได้โคชคนใหม่ชื่อว่า Houston Nutt ที่เพิ่งย้ายมาจาก Arkansas และแล้วโคชคนใหม่ของเราก็ไม่ทำให้แฟนฟุตบอลผิดหวังเนื่องจากเกมแรกซึ่งทาง Ole Miss เป็นเจ้าบ้านแข่งกับ Memphis คู่แข่งตลอดการณ์ จบลงด้วยชัยชนะอย่างเหนือชั้น หมดสี่ควอร์เตอร์ Ole Miss ชนะด้วยคะแนน 41 ต่อ 24 เพียงแค่ช่วงสองควอร์เตอร์แรก Ole Miss นำไปถึง 28 ต่อ 10 ซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของซีซั่นนี้

รายละเอียดฟุตบอลเกม http://www.olemisssports.com


Japanese keyboard

นั่งเม้าท์กับคูมิโกะเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น เลยได้ความรู้มาประดับหางอึ่งเล็กน้อย คนญี่ปุ่นจะต้องรู้ภาษาเขียนหรืออักขระของญี่ปุ่นซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 3 แบบด้วยกันคือ Hiragana Katakana และ Kanji โดยเด็กๆ จะเริ่มเรียนภาษา Hiragana ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานก่อน ตัวอักษรในภาษา Hiragana จะกลมๆ มนๆ เหมือนกับที่เห็นตามหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นโดยทั่วไป หลังจากที่เด็กๆ สามารถอ่านและเขียน Hiragana ได้แล้วก็จะเริ่มเรียนภาษา Katakana ซึ่งดูยากกว่าเดิมนิดหน่อย สุดท้ายจะเรียน Kanji ที่มีพื้นฐานมาจากภาษาจีน

ในหนังสือสำคัญหรือเอกสารราชการโดยทั่วไปของญี่ปุ่นก็จะเป็นแบบผสมผสานระหว่างอักษรทั้ง 3 แบบคละกันไป อย่างที่เห็นตัวอย่างในพาสปอร์ตของคูมิโกะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องมีถึง 3 ภาษา คาดว่าสมัยก่อนภาษา Hiragana เป็นภาษาพื้นฐาน แต่เนื่องจากตัวอักษรในภาษา Hiragana มีน้อยทำให้ไม่สามารถครอบคลุมหรือสื่อสารได้ชัดเจน จึงได้เอาอักษรจีนมาประยุกต์ใช้ คูมิโกะยกตัวอย่างคำว่า kaeru ถ้าเขียนตามแบบ Hiragana หรือ Katakana จะเขียนได้แบบเดียวแต่คำๆ นี้อาจใช้ในความหมายว่า กลับ (go back) หรือส่งคืน (return) ก็ได้ แต่คำว่า “go back” หรือ “return” ในภาษา Kanji จะเขียนไม่เหมือนกัน ดังนั้นเวลาใช้ภาษา Kanji จึงสามารถอธิบายความหมายของประโยคได้ชัดเจนกว่าการเขียนด้วยภาษา Hiragana กับ Katakana

ชื่อของบุคคลในภาษาญี่ปุ่นก็มีความหมายเช่นเดียวกับการตั้งชื่อบุคคลในภาษาไทย คำว่าคูมิโกะ (kumiko) แปลตามตัวว่า forever beautiful child พ่อแม่คูมิโกะตั้งใจแต่งชื่อให้ดีนะ ชื่อ Kumiko นี้เป็นชื่อที่ค่อนข้างนิยมใช้ในภาษาญี่ปุ่น ส่วนเพื่อนของคูมิโกะชื่อว่า ฮิโรมิ (Hiromi) จริงๆ มักจะใช้เป็นชื่อผู้หญิง แต่ฮิโรมิมีแฟนชื่อฮิโรมิที่เป็นผู้ชาย ที่แปลกว่านั้นคือ ผู้หญิงชื่อ Hiromi Nakai ส่วนผู้ชายชื่อ Hiromi Wakai แล้วถ้าสองคนนี้แต่งงานกัน ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นฝ่ายหญิงต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของผู้ชาย ดังนั้นคนทั้งสองก็จะกลายเป็น Hiromi Wakai ทั้งคู่ อึม…แล้วเค้าจะทำยังงัยเนี้ย

ตัวอย่างอักษรแบบ Hiragana Katakana และ Kanji

วอลล์เปเปอร์ชุดนี้เป็นรูปสัตว์ หน้าตาน่ารักแถมดูตลกดีมาฝาก

Tags:

wedding ring

กลับจากเล่นแบตมินตัน รูมเมททั้ง 3 ก็นั่งทานอาหารเย็นอย่างอร่อย คูมิโกะทำอะไรก็ไม่รู้ดูท่าทางหอมน่ากิน แต่ตอนเล่นแบตฯ ดื่มน้ำไปเยอะ เลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ กลับมาแค่ทานโยเกริ์ตกับนมถั่วเหลืองเป็นอันจบ อึม…ว่าจะเข้าไปอาบน้ำสักหน่อย แต่คุณเม่ยก็เริ่มเม้าท์แล้ว… คุณเธอคุยเก่งมาก พูดตั้งแต่ประมาณ 3 ทุ่มยันเกือบเที่ยงคืนแหน่ะ ฉันได้แต่แทรกเป็นจังหวะ วันก่อนที่บอกว่าคูมิโกะพูดเก่งหน่ะ วันนี้กลับชิดซ้ายเลย

เจ๊เม่ยพูดภาษาอังกฤษฉบับที่ฟังยากมาก ว่าตั้งแต่อยู่อเมริกามาเนี้ย คนรอบข้างก็เป็นคนจีนเกือบทั้งหมด ฟังเม่ยแค่นี้ไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว เม่ยบอกว่าเวลาคนจีนเค้าแต่งงานหน่ะ ผู้ชายสวมแหวนนิ้วนางด้านซ้าย ส่วนผู้หญิงสวมนิ้วนางด้านขวา… เออ แปลกดี อันนี้เค้ายืนยังเพราะเค้าสวมแหวนอยู่หลายปีก่อนจะถอด แล้วใช้ชีวิตอย่างอิสระ ส่วนคูมิโกะบอกว่าที่ประเทศญี่ปุ่นถ้าเป็นสามีภรรยากันเค้าก็สวมแหวนนิ้วนางด้านซ้ายเหมือนปกติ แต่คนที่เป็นแฟนกันเค้าจะสวมแหวนนิ้วนางด้านขวา ส่วนมากฝ่ายชายจะซื้อแหวนคู่มอบให้กับผู้หญิง ประมาณว่าเธอเป็นแฟนฉันนะ น่ารักซะไม่มี อิอิ

วันนี้คุยกันสารพัดเรื่อง..สรุปก็รู้ว่าคูมิโกะเกิดปี 1982 ปัจจุบันก็ 26 ปี อ่อนก็ฉันนิดหน่อย ส่วนเม่ยเกิดปี 1974 เค้าแต่งงานตอนอายุประมาณ 23 ปี แล้วมีลูกตอน 26 ปี จะว่าไปเรื่องอายุกับการแต่งงานก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของคนรุ่นเม่ย แต่เธอบอกว่าก่อนแต่งงานเธอคบกับแฟนสักครึ่งปีได้มั้ง พอแต่งงานมีลูกก็เริ่มทะเลาะมีปากเสียง สามีเป็นคนสังคมจัด ชอบสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ไม่เป็นแฟมมิลี่แมน เธอบอกว่า เธอรับไม่ได้ (เป็นฉัน ฉันรับไม่ได้เหมือนกัน) เม่ยกับสามีอยู่ด้วยกันสักพักก็เลิก แต่เนื่องจากลูกเม่ยเป็นเด็กผู้ชาย ดังนั้นทางพ่อแม่ฝ่ายชายก็เลยอยากเลี้ยงดูเอง เม่ยบอกว่าถ้าเป็นเด็กหญิง ป่านนี้เธอคงอยู่กับลูกของเธอแล้วหล่ะ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะชีวิตของเม่ยตอนนี้ก็มีความสุขดี ฮ้อ…ทำไมชีวิตคู่ช่างยากลำบากเช่นนี้นะ

Tags:

เอาวอลล์เปเปอร์สวยๆ มาฝาก จะบอกว่าในคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่มีรูปเยอะมาก เดี๋ยวจะทยอยอัพโหลดใครอยากดาวน์โหลดก็คลิ๊กที่รูปเลย ไม่สงวนลิขสิทธิ์

Tags:

parking

ขับรถไปโรงเรียนก็ต้องมีสติ๊กเกอร์อนุญาตให้จอดรถหรือที่เรียกว่า Parking Decal การเอารถไปโรงเรียนใช่ว่าใครมีรถก็เอาไปจอดได้นะ จะต้องไปซื้อสติ๊กเกอร์มาแปะที่กระจกรถด้านหลังถึงจะจอดได้ สติ๊กเกอร์ก็มีหลายแบบสำหรับบุคคลต่างกันไป เช่น อาจารย์กับคนทำงานทั่วไป (faculty and staff) นักเรียนที่อาศัยนอกมหาวิทยาลัย (commuter) นักเรียนที่อยู่หอพักต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ประมาณว่าใครอยู่หอไหนก็จอดรถที่หอตัวเองได้ แต่ตอนไปเรียนก็ให้เดินไป ขอเล่าความเปิ่นหน่อย…เคยเห็นคนที่จำป้ายทะเบียนรถตัวเองไม่ได้บ้างมั๊ย…ฉันนี่แหล่ะ

ตอนไปซื้อสติ๊กเกอร์หน่ะ…โหคิวยาวจัด รออยู่ประมาณเกือบ 20 นาที ตอนทำก็ต้องกรอกข้อมูลนักเรียน ใบอนุญาตขับขี่รถ รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับรถ เผอิญว่ารถที่ขับอยู่มันเพิ่งเปลี่ยนป้ายทะเบียนใหม่เมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อน เค้ามีการจัดระบบป้ายทะเบียนใหม่ทำนองเนี้ยแหล่ะ เอ่อ…ทะเบียนอะไรนี่…จำป้ายใหม่ไม่ได้ คิดในใจ…ไม่เป็นไรหน่า เรากรอกข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์ไว้แล้ว คงใช้ข้อมูลนั้นก็ได้… พอถึงหน้าเคาท์เตอร์ก็บอกเค้าว่าอาทิตย์ที่แล้วฉันกรอกข้อมูลต่างๆ ผ่านทางคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วนะ คุณช่วยตรวจสอบให้ฉันหน่อยได้มั้ย เพราะตอนที่ฉันกรอกตอนนั้นหน่ะ ฉันมีตัวเลขป้ายทะเบียนรถที่ถูกต้องอยู่ในมือ แต่ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจว่าป้ายทะเบียนรถของฉันมันคืออะไร คุณเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า..เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ทำการอัพเดตใหม่เมื่อวันไม่กี่วันที่ผ่านมา ระบบไม่สามารถดึงข้อมูลของคุณมาได้…แต๋วๆๆๆ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ไปที่รถเพื่อดูป้ายทะเบียนซิ เดี๋ยวเค้าจะรอ ฉันก็เลยต้องไปเค้าว่ารถของฉันอยู่ไกลม๊ากๆๆ เดินไปกลับก็ประมาณ 45 นาที ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยมาใหม่ละกัน เค้าก็เลยขอโทษขอโพยที่ฉันต้องเข้าคิวซะนาน แต่ต้องกลับไปมือเปล่าโดยที่ไม่ได้สติ๊กเกอร์

สรุปว่าต้องเดินย้อนกลับไปที่รถ…เอาปากกากับกระดาษไปจดซะเลย แหม…มันเจ็บใจยิ่งนัก ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยทั้งเสียเวลา