Life is all around.

Posts Tagged ‘Language

dui

ไปนั่งเรียน Conversation Class กับกลุ่มเพื่อนๆ ต่างชาติ โดยอาจารย์ที่สอนเป็นนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตร TESL (Teaching of English as a Second Language) ชื่อ Rukhsana Uddin เป็นชาวปากีสถาน จะว่าไปอาจารย์เค้าก็ยังมีสำเนียงความเป็นอาหรับนะเวลาที่เค้าพูดภาษาอังกฤษ ประมาณว่าฟังปุ๊บรู้เลยว่าไม่ใช่ Native American

วันนี้เรียนวันแรกหลังจากที่ Class ปิดไประหว่างช่วงปิด summer จริงๆ ใน Class ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มีการออกไปพูดหน้าชั้นเล่าเรื่องต่างๆ (Story Telling) ให้เพื่อนๆ ฟัง แล้วให้เพื่อนได้วิจารณ์ทั้งเรื่องการใช้คำศัพท์ รูปประโยค การลำดับความ อะไรเทือกนี้ แล้วก็ยังมีการแสดงระหว่างคน 2 คน โดยสมมุติเรื่องขึ้นมาแล้วก็พูดคุยกันตรงนั้นเลย (Role Play) ใน Class นอกจากจะเป็นการพูดคุยกันแล้วยังมีการเรียนคำศัพท์เพิ่มเติมโดยการหยิบมาจากสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นจากบทความในหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือป้ายโฆษณาต่างๆ ที่ได้พบเห็นและคิดว่าเป็นประโยชน์กับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน มีอยู่วันนึงได้หยิบคำศัพท์ง่ายๆ สำหรับคนอเมริกันคือคำว่า DUI (Drive Under the Influence) เป็นคำศัพท์พื้นฐานที่ใช้สำหรับคนที่สามารถขับขี่รถยนต์หรือไม่ก็คนที่บรรลุนิติภาวะ ช่วงแรกๆ ที่มาอเมริกาใหม่ๆ ก็ต้องอ่านหนังสือสำหรับทำใบอนุญาตขับขี่รถ เจอคำนี้เป็นครั้งแรกก็เลยงงว่า Influence อะไรเหรอ เลยต้องไปหาความหมายเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งคำนี้มักจะหมายถึงคนขับรถที่เมา (อาจจะเนื่องจากแอลกอฮอล์หรือยาทั้งเสพติดและยารักษาโรคก็ได้)

ย้อนกลับมาใน Conversation Class อีกนิดนึง วันนี้มีนักเรียนมาใหม่ 2 คนเป็นชาวบราซิล สำเนียงภาษาเค้าโอเค..ฟังง่าย ก็เลยถามว่าเค้าพูดได้กี่ภาษาเพราะคนแถวนั้นมักพูดได้มากกว่า 1 ภาษา เค้าบอกว่าชาวบราซิลมีภาษาโปรตูกีส (Portuguese) เป็นภาษาสากล (คิดในใจแล้วทำไมเค้าไม่มีภาษาบราซิลเลี่ยน แต่ช่างเหอะ..เราไม่รู้ประวัติประเทศเค้า เลยขี้เกียจถาม) เลยถามเค้าว่าเคยได้ยินเพื่อนที่เป็นชาวบราซิลคุยกับชาวตรุกีกันเป็นภาษาอะไรสักอย่างนึงนะ เพราะฟังไม่ออกว่าภาษาอะไร แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษชัวร์ เค้าเลยบอกว่าภาษาโปรตูกีสกับภาษาเทอกีส (Turkish) คล้ายกัน ถึงแม้จะพูดกันคนละภาษาแต่ก็เข้าใจกันได้ ดีนะ… คงคล้ายๆ กับภาษาไทยกับภาษาลาวมั้ง อ้อ…ตัวอักษรในภาษาโปรตูกีสก็เป็นอักษรภาษาอังกฤษแต่มีคำบางคำที่เพิ่มเติมขึ้นมาเหมือนภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน ประมาณนี้แหล่ะ

Advertisements
Tags:

Japanese keyboard

นั่งเม้าท์กับคูมิโกะเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น เลยได้ความรู้มาประดับหางอึ่งเล็กน้อย คนญี่ปุ่นจะต้องรู้ภาษาเขียนหรืออักขระของญี่ปุ่นซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 3 แบบด้วยกันคือ Hiragana Katakana และ Kanji โดยเด็กๆ จะเริ่มเรียนภาษา Hiragana ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานก่อน ตัวอักษรในภาษา Hiragana จะกลมๆ มนๆ เหมือนกับที่เห็นตามหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นโดยทั่วไป หลังจากที่เด็กๆ สามารถอ่านและเขียน Hiragana ได้แล้วก็จะเริ่มเรียนภาษา Katakana ซึ่งดูยากกว่าเดิมนิดหน่อย สุดท้ายจะเรียน Kanji ที่มีพื้นฐานมาจากภาษาจีน

ในหนังสือสำคัญหรือเอกสารราชการโดยทั่วไปของญี่ปุ่นก็จะเป็นแบบผสมผสานระหว่างอักษรทั้ง 3 แบบคละกันไป อย่างที่เห็นตัวอย่างในพาสปอร์ตของคูมิโกะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องมีถึง 3 ภาษา คาดว่าสมัยก่อนภาษา Hiragana เป็นภาษาพื้นฐาน แต่เนื่องจากตัวอักษรในภาษา Hiragana มีน้อยทำให้ไม่สามารถครอบคลุมหรือสื่อสารได้ชัดเจน จึงได้เอาอักษรจีนมาประยุกต์ใช้ คูมิโกะยกตัวอย่างคำว่า kaeru ถ้าเขียนตามแบบ Hiragana หรือ Katakana จะเขียนได้แบบเดียวแต่คำๆ นี้อาจใช้ในความหมายว่า กลับ (go back) หรือส่งคืน (return) ก็ได้ แต่คำว่า “go back” หรือ “return” ในภาษา Kanji จะเขียนไม่เหมือนกัน ดังนั้นเวลาใช้ภาษา Kanji จึงสามารถอธิบายความหมายของประโยคได้ชัดเจนกว่าการเขียนด้วยภาษา Hiragana กับ Katakana

ชื่อของบุคคลในภาษาญี่ปุ่นก็มีความหมายเช่นเดียวกับการตั้งชื่อบุคคลในภาษาไทย คำว่าคูมิโกะ (kumiko) แปลตามตัวว่า forever beautiful child พ่อแม่คูมิโกะตั้งใจแต่งชื่อให้ดีนะ ชื่อ Kumiko นี้เป็นชื่อที่ค่อนข้างนิยมใช้ในภาษาญี่ปุ่น ส่วนเพื่อนของคูมิโกะชื่อว่า ฮิโรมิ (Hiromi) จริงๆ มักจะใช้เป็นชื่อผู้หญิง แต่ฮิโรมิมีแฟนชื่อฮิโรมิที่เป็นผู้ชาย ที่แปลกว่านั้นคือ ผู้หญิงชื่อ Hiromi Nakai ส่วนผู้ชายชื่อ Hiromi Wakai แล้วถ้าสองคนนี้แต่งงานกัน ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นฝ่ายหญิงต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของผู้ชาย ดังนั้นคนทั้งสองก็จะกลายเป็น Hiromi Wakai ทั้งคู่ อึม…แล้วเค้าจะทำยังงัยเนี้ย

ตัวอย่างอักษรแบบ Hiragana Katakana และ Kanji