Life is all around.

Archive for October 2008

กลับมาอีกครั้งแล้วสำหรับเทศกาลฮาโลวีน ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ซะด้วย เด็กๆ และวัยรุ่นเลยได้ฉลองเทศกาลนี้กันอย่างสนุกสนาน ไม่ต้องกังวลเรื่องไปโรงเรียนในวันถัดไป ตั้งแต่อยู่อเมริกามาก็ไม่เคยได้ฉลอง แต่งบ้าน แต่งตัวในเทศกาลนี้ซักที แบบว่าไม่ค่อยจะมี holiday spirit เหมือนใครเขา ขนาดตอนเย็นๆ นั่งดูรายการของ Martha Stewart เกี่ยวกับการแต่งบ้าน การแกะสลัก pumpkin ให้ออกมาดูเก๋และน่ากลัว มีการแกะฟักทองเป็นรูปหัวกระโหลก มีการเอาหนูที่เป็นยางมาประดับตกแต่งฟักทองด้วย มีไอเดียหลากหลายดีนะ เหมาะสำหรับคุณแม่บ้านมาก สรุปว่าดูอยู่หลายวันก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง

จะว่าไปในเมืองก็จัดงานต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนหลายแห่ง ไม่ว่าจะตามโบสถ์ สถานที่ราชการ และในโรงเรียน อย่างเช่นที่ Office of International Program ก็มีการจัดงานโดยให้นักเรียนต่างชาติแต่งตัวมาประชันโฉมกัน แล้วก็ประกวดว่าใครชนะเลิศ งานแบบนี้ก็ไม่เคยไปกับเค้าหรอก…ไร้ความสนใจ หรือว่าเป็นคนเฉยชา ??? ได้เห็นรูปจากเพื่อนๆ ที่ไปแล้วเอามาลงที่ facebook ก็ดูน่าสนุกดี

กลับจากตีแบตมินตันกับเพื่อนๆ ประมาณ 4 ทุ่มกว่า ก็ตั้งใจจะขับรถไปหาน้ำหรือไอติมกินกับเพื่อนนิดหน่อย พอผ่านสแควร์ (ย่านดาวน์ทาวน์) โอ้วว…เด็กวัยรุ่นแต่งตัวมาประชันกันเพียบ ที่เห็นแปลกๆ เด็ดๆ ก็จะมี…เสื้อยืดกับบ๊อกเซอร์ (อากาศมันหนาวนะ แล้วน้องเค้าก็เดินอยู่ข้างถนน หิ้วขึ้นรถด้วยดีมั้ย อิอิ) เจ้าสาวที่มาพร้อมกับช่อดอกไม้ (คาดว่าพร้อมที่จะโยน) โอ้ย..หลายแบบมากเลยหน่ะ มั่นใจว่าอีกไม่นานเด็กเหล่านี้ก็จะเมา ตื่นมาพรุ่งนี้ก็ไปดูฟุตบอล หลังจากดูบอลจบก็ไปเมาอีกรอบ จริงๆ นะ เด็กที่นี่ก็ประมาณนี้แหล่ะ

พอถึงอพาต์เม้นต์ วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ก็ยืนเม้าท์กันเสียงดัง ฉันก็สะพายกระเป๋าไม้แบตฯ กำลังจะขึ้นไปที่ห้องพัก มีเด็กอยู่คนนึงสงสัยว่าคงพักอยู่ที่นี่เหมือนกัน แต่ไม่เคยเห็นหน้า..เมาไม่ได้สติมาขอเช็คแฮนด์เฉยเลยพร้อมบอกว่า Happy Halloween ฉันก็โอเค…Happy Halloween นึกในใจ..เมาแล้วก็ไปนอนไป๊ ทำเสียงดังอยู่ได้

เคยมั๊ยที่ต้องรออะไรสักอย่าง…ทุกคนต้องเคยรอมาก่อนทั้งนั้นแหล่ะ ไม่ว่าจะรอพ่อหรือแม่มารับที่โรงเรียนตอนเด็กๆ รอแฟนไปเที่ยวกัน รอเวลาเข้าประชุม รอเวลาเข้าห้องตรวจตอนไปอยู่โรงพยาบาล รอเรียกบัตรคิวตอนไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคาร หรือรออะไรต่อมิอะไรสาระพัด

ความรู้สึกของคนรอ..คือ..ทำไมมันช้าจังหรือเมื่อไหร่จะถึงคิวเราสักทีนะ แน่หล่ะว่าเราต้องคอยดูเวลาตลอดหรือเลขบัตรคิวในมือใช่เปล่า พอดูเสร็จปุ๊บ..ก็เกิดอารมณ์บูดๆ เซ็งๆ เราก็เป็นคนหนึ่งนะที่เมื่อก่อนรู้สึกว่าจะค่อนข้างมีความอดทนกับการรอคอยพอประมาณ อาจจะเพราะว่าเกิดในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารแบบไร้สาย หลังจากนั้นก็เริ่มมีเพจเจอร์ ต่อมาก็เป็นโทรศัพท์มือถือ ช่วงแรกๆ เมื่อนัดใครแล้วมาไม่ตรงเวลา..เราก็ต้องรอใช่มั๊ย เพราะเค้าอาจจะอยู่ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่เค้าจะมา สุดท้ายก็ต้องรอ รอ และ รอ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย

หลังจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น โทรศัพท์มือถือเลยเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เราทราบว่าคนที่เรากำลังรอคอยจะมาอีกเมื่อไหร่ กี่ชั่วโมงหรือกี่นาที ทำให้คนเราเสียเวลากับการรอคอยน้อยขึ้นและสามารถใช้เวลาเหล่านั้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราก็เป็นคนสามัญธรรมดาคนนึงที่ได้มาอยู่ที่อเมริกา ที่นี่เรื่องเวลาค่อนข้างสำคัญมาก อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษบอกว่าเค้าคิดว่าเวลาที่เสียไปคือเงินในกระเป๋าที่เสีย อันนี้เคยเจอแล้วหล่ะขอคอนเฟริ์ม คือเนื่องจากมีเพื่อนร่วมงานชาวโปแลนด์ชื่ออีว่า เค้ามีลูกสาวอายุประมาณ 8 ขวบ ปกติตอนเย็นเด็กจะเรียน after school คล้ายๆ กับเรียนพิเศษตอนเย็นที่โรงเรียนแบบบ้านเราหน่ะ ที่หลายๆ ครอบครัวต้องให้ลูกเรียนเพราะว่าเด็กที่นี่จะเลิกเรียนประมาณ 3 โมงเย็น แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเลิกงาน 5 โมงเย็น และไม่สามารถดูแลลูกได้ อีว่าให้ลูกเข้าโปรแกรมนี้เช่นกัน แล้วเผอิญว่ามีวันนึงอีว่าต้องเข้าประชุมตอน 4 โมงครึ่งกว่าจะประชุมเสร็จและไปรับลูกก็ 5 โมงกว่าแล้ว รู้มั๊ยว่าอีว่าต้องเจอค่าปรับไปหลายสิบเหรียญเนื่องจากไปรับลูกสาย เค้าคิดนาทีละดอลล่า่ (โหดม๊าก)

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างที่นี่จะทำกันตรงเวลาแป๊ะ เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทยเวลาจะเข้าประชุมตอนบ่าย 2 ก็จะเดินออกจากห้องทำงานประมาณเกือบบ่าย 2 แล้วถึงห้องประชุมสาย 3-4 นาที ทำอย่างไรได้เค้าเป็นอย่างนี้ทุกคน และประธานจะเริ่มเปิดประชุมประมาณบ่าย 2 เศษๆ แต่ที่นี่ไม่ได้เลยนะเราควรถึงก่อนเวลานัด เพราะเวลาบ่าย 2 ตรงจะเริ่มประชุมเลย และบางครั้งถ้าไปก่อนเวลามากไป ก็ต้องนั่งเล่น เดินเล่่นไปเรื่อย เพื่อให้ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าไปได้ ไม่งั้นไม่สมควร ดูสิ..ไปก่อนเวลาเยอะก็ไม่ดี

ทั้งหมดนี้ทำให้เราเป็นคนตรงต่อเวลา ใครรอบข้างทำอะไรชักช้า หรือไม่ตรงต่อเวลาก็จะเกิดอาการหงุดหงิด เพื่อไม่ให้อาการกำเริบ (พูดซะยังกะเป็นโรคอะไรแหน๊ะ) เราจะไม่ผูกนาฬิกาข้อมือแล้ว ช่วงแรกๆ ยอมรับว่าติดนาฬิกาข้อมือมาก หลังจากต้องใช้คอมพิวเตอร์ทุกวันก็มักจะถอดเอาไว้แล้วใส่ตอนที่ไม่ต้องพิมพ์งาน ช่วงหลังรู้สึกได้ว่าเวลานัดใครพอไม่เห็นเวลา ไม่รู้ว่าสายไปนานแค่ไหนก็เริ่มที่จะไม่หงุดหงิดแล้ว อีกครั้นจะดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือก็ดูยุ่งยาก ทำให้รู้สึกว่าใจเย็นยิ่งขึ้นด้วย และในบางครั้งหากต้องการรอคอยอีเมลล์หรือจดหมายสำคัญสักฉบับ ปกติก็จะเช็คเมลล์ก่อนนอนครั้งนึง ตื่นมาก็เช็คอีกรอบ หากว่ายังไม่มีเมลล์เข้ามันก็เกิดอาการเซ็งๆ กลายเป็นเช้าวันใหม่ที่ไม่สดใสเสียเลย เป็นโรคจิตลักษณะนี้อยู่ 3-4 วันจนกระทั่งปลงตก และเมื่อไหร่ได้รับในสิ่งที่ต้องการแล้วก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง คิดว่าตัวเองเป็น Meg Ryan รอเมลล์จากพี่ Tom Hanks อะไรทำนองนั้นเลย อิอิ

สงสัยว่าตัวเราจะยังมีกรรมและบาปอยู่เยอะมั๊ง…อารมณ์ร้อนด้้วย แต่ไม่ได้ร้อนแบบพาลนะ แต่จะออกแนวขี้หงุดหงิดมากกว่าในกรณีที่พบว่าใครทำอะไรที่ไม่สบอารมณ์ มันเป็นความหงุดหงิดอยู่ในใจแบบไม่ระบายออก อาจจะมีอาการแสดงออกทางสีหน้ามั้งแต่ทางวาจาไม่ค่อยมี

อึม…ได้เขียนแบบนี้ก็ดีนะเหมือนกับเป็นการผ่อนคลายในรูปแบบหนึ่ง ใครมีอะไรจะแนะนำให้อารมณ์เย็นขึ้นหน่อย ก็เชิญนะ ยินดีน้อมรับคำแนะนำคะ

Tags: ,

วันอาทิตย์อยู่บ้านอ่านหนังสือ ทำงานไปเรื่อยๆ เนื่องจากขี้เกียจปั่นจักรยานไปโรงเรียน เหลือบไปเห็นกล้วยหอมสุกงอมที่ซื้อไว้เมื่อวันจันทร์ จริงๆ ครั้นจะกินกล้วยหอมงอมๆ เปล่าๆ ก็โอเคนะไม่อ้วนด้วย แต่ด้วยความอยากทำอะไรให้มันดูยากขึ้นหน่อยและฝึกปรือฝีมือการทำอาหาร เลยคิดว่าจะทำอะไรกับมันดี…สรุปสุดท้ายจบลงที่เค้กกล้วยหอมเพราะทำง่าย ไม่ต้องมีเครื่องปั่นก็ทำได้ ว่าแล้วก็ต่ออินเตอร์เน๊ตในฉับพลัน..หาสูตรเค้กกล้วยหอม ได้สูตรใครสักคนจำไม่ได้แล้วจาก bloggang ของเว๊บพันธ์ทิพย์ เป็นเค้กกล้อยหอมแบบเนย

หน้าตาเค้กที่ออกมาดูดีมีราศรีสุดๆ ไม่คาดคิดว่าคนไม่เคยทำขนมมาก่อนในชีวิตจะทำได้ดีเยี่ยงนี้ 555 ไม่ค่อยจะถือหางเลยนะเนี้ย

ตอนเอาออกมาจากเตาอบหน่ะ หอมสุดๆๆๆ ปลื้มๆๆๆ
แต่…
แต่…
แต่…
หลังจากชิมเท่านั้นแหล่ะ…ทำไมมันเค็มจัง ใส่ทุกอย่างตามสูตรแล้วนี่หน่า หรือว่าเนยเราจะเค็มกว่าเนยที่เค้าใช้ในสูตร (ตอนทำก็รู้สึกทะแม่งๆๆ แล้วว่านะทำไมต้องใส่เกลือตั้ง 1/4 ช้อนชา) อี้ๆๆๆ ไม่ไหว คราวหน้าทำต้องปรับสูตรใหม่แล้วหล่ะ ตอนแรกตั้งใจว่าทำเสร็จจะให้รูมเมทชิม (ปล. ส่วนใหญ่ถ้ามีอะไรก็แบ่งให้เค้าชิมทุกครั้งเพื่อกระจายความอ้วน 555) แต่คราวนี้ไม่ดีกว่า…กลัวว่าถ้าเค้าชิมคราวนี้แล้วคราวต่อไปไม่มีใครกล้าชิมอีก หุๆๆๆ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…อย่าเชื่อตำรา 100 เปอร์เซ็นต์ โปรดใช้วิจารณญาณในการทำด้วย สรุปว่ากินกล้วยอย่างเดียวอร่อยกว่าเยอะเลยแหล่ะ

เค้กสูตรนี้ก็ค่อนข้างนิ่มนิดนึงตัดเป็นชิ้นยากแถมไม่มีมีดตักเค้กด้วย สงสัยคราวหน้าทำใส่คัพเล็กๆ ดีกว่า…ทำเอง กินเอง ก็อ้วนเอง แต่ทำไงได้คนเค้าอยากลองทำหนิ

Tags: ,

เสาร์นี้ไปบ้านพี่ตุ๊กตา เห็นกอตระไคร้หน้าบ้านสวยๆ เลยเกิดความคิดว่าจะทำอะไรกับตระไคร้กอนี้ดี อากาศตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วอีกไม่นานตระไคร้ทั้งกอก็คงตายเนื่องจากความหนาว จะว่าไปตระไคร้กอนี้มันอยู่ตรงนี้มา 3 ปีแล้วนะ ปกติตอนช่วงหน้าหนาวก็จะขุดรากคือขุดตระไคร้ทั้งกอออกเลยเพราะยังไงมันก็ตายอยู่แล้ว หลังจากนั้นค่อยปลูกใหม่เอา แต่เมื่อปีที่แล้วอารมณ์ว่าขี้เกียจขุดเพราะคันใบตระไคร้เลยปล่อยให้ตายไปเอง พอหน้าร้อนปีถัดมาตระไคร้ก็ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ดีเหมือนกันแหง่ะ

เอาหล่ะ…เนื่องจากอากาศหนาว ต้องทำอะไรอุ่นดื่มสักหน่อย งานนี้คงหนีไม่พ้นน้ำตระไคร้หอมๆ สักถ้วย ถ้ามีคุ๊กกี้สักชิ้นสองชิ้นกินด้วยก็คงดีนะ

เก็บเอามาฝาก

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากการดื่มน้ำตระไคร้
คุณ ค่าทางอาหาร : มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหาร
คุณค่า ทางยา : แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี ช่วยลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกาย รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิตสูง
ที่มา : http://www.sanook.com

ได้มีโอกาสเล่นเกมไพ่ uno กับรูมเมทเมื่อวันศุกร์ที่แล้วเนื่องจากไม่ได้ไปตีแบตมินตัน ตอนกลับมาจากทานข้าวเย็นข้างนอกคูมิโกะกำลังทำอาหารอยู่ รู้สึกว่าจะเป็น Okonomiyaki นะ ส่วนเม่ยก็อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะำทำอะไร เรา 3 คนก็เม้าท์กันตามประสาสาวๆ อยู่พักใหญ่ เผอิญตอนนั้นเอากระดาษมาใบหนึ่งที่มีตัวอักษรไทยออกมา คาดว่าเม่ยคงไม่รู้ว่าอักษรไทยเป็นยังไง เธอตะลึงอยู่สักพักใหญ่ได้มั้ง ก็เลยสอนให้เม่ยเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทย…ลายมือเม่ยสวยนะ ขอบอก

และแล้วคูมิโกะก็ทำอาหารเสร็จ หลังจากคูมิโกะทานเสร็จ เรา 3 คนก็เลยเล่นเกมไพ่ uno กัน คำว่า uno เป็นภาษาสแปนนิชแปลว่าหนึ่ง ไพ่ uno หนึ่งสำรับมี 108 ใบ โดยจะมีอยู่ 4 สีคือน้ำเงิน แดง เขียว เหลือง โดยจะไล่จากเลข 0 ถึง 9 และจะมีไพ่พิเศษเช่น “skip” (ข้ามคนเล่นคนถัดไป), “draw two” (คนเล่นคนถัดไปจะต้องหยิบไพ่จากกอง 2 ใบและหมดสิทธิ์เล่นในคราวนั้น) “reverse” (สลับการเล่นทวนเข็ม-ตามเข็ม) “wild” (คนเล่นมีสิทธิ์เลือกสีที่ต้องการได้) และ “wild draw four” (คนเล่นมีสิทธิ์เลือกสีที่ต้องการได้และผู้เล่นคนถัดไปจะต้องหยิบไพ่จากกอง 4 ใบอีกทั้งหมดสิทธิ์เล่นในคราวนั้น ผู้เล่นสามารถใช้ไพ่นี้ได้เฉพาะในกรณีที่ตนไม่มีไพ่สีเดียวกับไพ่ที่กำลังเล่นอยู่)

เวลาเล่นจะแจกไพ่คนละ 7 ใบและจะมีการเปิดไพ่หนึ่งใบเพื่อเริ่มเล่นเกม คนเล่นจะต้องพยายามทิ้งไพ่ในมือให้ได้เยอะและเร็วที่สุด ถ้าถึงคราวที่ต้องเล่นจะต้องทิ้งไพ่ที่มีสีเดียวกันหรือไม่ก็อาจจะทิ้งไพ่ที่มีตัวเลขเดียวกันกับคนที่ทิ้งไพ่คนสุดท้ายหรืออาจจะทิ้งพวกไพ่พิเศษที่กล่าวข้างต้น หากไม่มีไพ่ที่สามารถทิ้งได้ก็ต้องจั่วไพ่ในกองมา 1 ใบโดยจะเลือกทิ้ง(หากสามารถเล่นได้) หรือเลือกที่จะเก็บไว้ก็ได้ หากมีไพ่ในมือเหลือ 1 ใบก็ต้องกล่าวคำว่า uno หลังจากนั้นถ้าสามารถทิ้งไพ่ใบสุดท้ายได้ก็เป็นอันจบ..ชนะไปเลย

วิธีการเล่นอย่างละเอียดดูได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Uno_card_game

ปล. รูป Okonomiyaki หน้าตาประมาณนี้แหล่ะ แต่คูมิโกะเอาซอสดำๆ มาจากญี่ปุ่นรู้แต่ว่ามันคือ Okonomiyaki sauce แต่ไม่รู้ว่ามันประกอบด้วยอะไร โดยจะผสมกับ Mayo นิดหน่อย…น่ากินนะ เดี๋ยววันหลังจะลองหัดทำดู

Tags:


หนังสือกับซีดี…ต้องเอาไปกระจายให้คนแถวนี้ได้อ่านกันทั่วหน้า

สัปดาห์ที่ผ่านมามีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทั้งจากวิทยาเขตหาดใหญ่และปัตตานีจำนวน 5 ท่่าน เดินทางมาทำ MOU (Memorandum of understanding) กับทาง Ole Miss คณาจารย์ที่มาส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งการงานสูงๆ ทั้งนั้น เหล่าคณาจารย์มาถึงเมื่อวันพฤหัสที่ 16 และพักอยู่ที่โรงแรมของมหาวิทยาลัยประมาณ 1 สัปดาห์…ในฐานะหนึ่งในตัวแทนนักเรียนไทยใน Ole Miss ขอยินดีต้อนรับอาจารย์ด้วยความจริงใจ 🙂

ได้มีโอกาสทักทายและร่วมรับประทานอาหารกับอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น คณบดีคณะวิทยาการจัดการ (วจก.) กับคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และหัวหน้าภาคฯ ต่างๆ ระหว่างนั้นก็พูดคุยกันถึงสถานะการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน รวมถึงเหตุวุ่นวายต่่างๆ ที่เกิดขึ้น แหม…คนไทยหนอ ใยต้องสู้รบกันเองด้วยนะ (เพราะอีตา…คนเดียว)

มื้อแรกนี้เราทานอาหารค่ำตามฉบับบ้านนอกที่ร้าน Taylor Grocery ต้องเรียกอย่างนี้เนื่องจากต้องขับรถออกไปนอกเมือง (Taylor) เพื่อไปทานปลาดุกอันเลื่องชื่อในละแวกนี้ ร้านนี้ปกติลูกค้าจะแน่นมากโดยเฉพาะวันศุกร์ กลุ่มพวกเราเดินทางด้วยรถตู้ ไปด้วยกันทั้งหมด 7 คน และนัดสมาชิกเพิ่มเติมอีก 2 คนซึ่งเค้าจะขับรถไปเองแล้วไปเจอกันที่ร้านเลย ตอนไปถึงร้านก็จะเข้าไปนั่งรอในร้าน เนื่องจากข้างนอกมันเย็น ทางร้านก็ไม่ยอมบอกว่าต้องมาให้ครบ 9 คนก่อนถึงจะอนุญาตให้เข้าร้านได้ สรุปว่าต้องออกมานั่งรอนอกร้าน ลมก็พัดซะเย็นเชียว อีกครั้นของจองโต๊ะ…เค้าไม่รับจอง เออ…แปลกดี แล้วสมาชิกอีก 2 คนก็เดินทางมาถึง แต่เผอิญว่าตอนนั้นยังไม่มีโต๊ะใหญ่ว่าง ก็ต้องรอต่อไปอีก…อะไรเนี้ย จะให้กินกันหรือเปล่า อุตส่าห์มาอุดหนุนนะเนี้ย ช่างเหอะ สุดท้ายก็ได้กินอยู่ดีแหล่ะ เอาเป็นว่าคนส่วนใหญ่ก็สั่ง whole catfish plate แบบทอดนะ มันขึ้นชื่อที่สุดของร้านแล้วหล่ะ ปลา catfish นี่บ้านเราเรียกว่าปลาอะไรไม่รู้มีลักษณะคล้ายๆ กับปลาดุก ขืนแปลตามตัวคงเป็นปลาแมว (555)

ร้านนี้ขายอาหารดีมาก อีกทั้งไม่รับจองโต๊ะผ่านทางโทรศัพท์ (ขนาดไปถึงร้านก็ยังไม่ให้จอง) แต่ร้านค่อนข้างโทรมมาก เพราะเค้าต้องการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพโทรมๆ ให้ได้มากที่สุด อย่างห้องน้ำเนี้ย…ถ้าเห็นคงตะลึงนะเพราะไม่คิดว่าในอเมริกาจะมีห้องน้ำที่ดูแย่ได้ขนาดนี้ รู้งี้กลั้นไว้ไปเข้าที่บ้านดีกว่า (ตัวอย่างไม่ดีนะ…อย่าเอาเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ)


ภาหนะสู่จุดหมายปลายทาง


บรรยากาศในร้าน


ห้องน้ำสังกะสีกับที่ใส่สบู่ล้างมือ


ขับกล่อมเสียงเพลงด้วยสาวผู้นี้

ก่อนอาจารย์จะกลับก็ได้มีโอกาสเจออาจารย์อีกครั้ง คราวนี้อาจารย์เป็นคนเลี้ยงข้าว (ขอบคุณนะคะ…อาจารย์) ไปทานอาหารกันที่ร้าน Old Venice เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน เสียดายไม่ได้สั่งพาสต้าอันเลื่องชื่อของร้าน เนื่องจากเพิ่งทานอาหารเที่ยงไปตอนบ่ายแก่ๆ อีกทั้งดื่มกาแฟสักประมาณบ่ายสามได้มั้ง งานนี้กินแค่สลัดง่ายๆ (แค่สั่ง half size ก็เกือบจะทานไม่หมดอยู่แล้ว) ทานอิ่มหมีพีมันก็พาคณาจารย์ไปช้อบปิ้งนิดหน่อยก่อนที่อาจารย์จะเดินทางกลับประเทศไทย อาจารย์แต่ละท่านช่างน่ารักเหลือเกิน..มิหนำซ้ำยังมีของฝากให้ไปแชร์กับเพื่อนๆ อีกด้วย เอาไปให้ใครก็ไม่มีใครเอา พี่ๆ เค้าบอกว่า…น้องเอาเก็บไว้ทานเองเถอะ หรือว่าพี่ๆ เค้าจะสงสารที่ย้ายมาอยู่อพาต์เม้นต์และต้องทำอาหารทานเองอีกทั้งฝีมือการอาหารก็ห่วย อีกครั้นพี่ๆ แต่ละคนก็กลับเมืองไทยบ่อยมากบางคนปีละครั้งเห็นจะได้ ว่าแล้วสมบัติเหล่านี้ก็เป็นของเรา เย้ๆๆๆ (ขอบพระคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ที่อุตส่าห์หอบหิ้วของฝากข้ามน้ำข้ามทะเลกว่าครึ่งโลกมาให้) น้ำพริกทั้ง 10 ซองนี้คงประทังชีพได้นานเป็นปี น้ำพริกซองๆ อย่างนี้กินกับข้าวสวยร้อนๆ นะ อร่อยม๊าก…ขอบอก คนที่อยู่เมืองไทยคงไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติล้ำค่ามากแค่ไหน คนที่ทำอาหารไม่เก่งแถมไม่ค่อยได้กลับเมืองไทยอย่างเราเนี้ยถือว่าเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ นะ ว่าแล้วเราจะเปิดถุงไหนกินก่อนดี 😛

Tags: ,

ทำสบู่อีกแล้ว…แบบว่าซื้อน้ำหอมมา 4 กลิ่นเมื่อเดือนที่แล้วเลยต้องลองทำสบู่ให้ครบทุกกลิ่นเลย แบชนี้ทำสบู่ขมิ้นใส่กลิ่น Black Orchid & White Lily ขอบอกว่าน้ำหอมหวานมากๆ สบู่แบชนี้ตั้งใจว่าทำให้ตัวเองกับพี่ๆ แถวนี้ กะว่าคงจะใช้ได้ประมาณเดือนธันวาคมพอดี ให้พี่ๆ เค้าช่วงคริสต์มาสคงดีไม่น้อย

หลังจากที่สบู่แบชแรกประสบความสำเร็จพอประมาณ งานนี้เลยทำสบู่ที่คุณภาพดีกว่าเดิมหน่อยนึง โดยใส่น้ำมันมะพร้าว (35%) น้ำมันปาล์ม (35%) น้ำมันมะกอก (30%) superfat (8%)

จริงๆ แล้วทำเมื่อวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม แต่ว่าสบู่มันนิ่มกว่าจะเอาออกจากโมลกระดาษก็ประมาณ 2 วัน หลังจากเอาออกมาก็ยังตัดเป็นก้อนไม่ได้ ต้องทิ้งไว้อีก 2-3 วัน ใช้น้ำมันประมาณ 600 กรัม ตัดสบู่ออกมาเป็น 8 ก้อน ตัดเป็นก้อนเสร็จก็เอาสบู่ไปวางไว้ที่หน้าต่า่งห้องนอนทำให้ห้องหอมสุดๆๆ เมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ใช้นะเนี้ย

Tags: