Life is all around.

Posts Tagged ‘Life

กลับมาอีกครั้งแล้วสำหรับเทศกาลฮาโลวีน ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ซะด้วย เด็กๆ และวัยรุ่นเลยได้ฉลองเทศกาลนี้กันอย่างสนุกสนาน ไม่ต้องกังวลเรื่องไปโรงเรียนในวันถัดไป ตั้งแต่อยู่อเมริกามาก็ไม่เคยได้ฉลอง แต่งบ้าน แต่งตัวในเทศกาลนี้ซักที แบบว่าไม่ค่อยจะมี holiday spirit เหมือนใครเขา ขนาดตอนเย็นๆ นั่งดูรายการของ Martha Stewart เกี่ยวกับการแต่งบ้าน การแกะสลัก pumpkin ให้ออกมาดูเก๋และน่ากลัว มีการแกะฟักทองเป็นรูปหัวกระโหลก มีการเอาหนูที่เป็นยางมาประดับตกแต่งฟักทองด้วย มีไอเดียหลากหลายดีนะ เหมาะสำหรับคุณแม่บ้านมาก สรุปว่าดูอยู่หลายวันก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง

จะว่าไปในเมืองก็จัดงานต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนหลายแห่ง ไม่ว่าจะตามโบสถ์ สถานที่ราชการ และในโรงเรียน อย่างเช่นที่ Office of International Program ก็มีการจัดงานโดยให้นักเรียนต่างชาติแต่งตัวมาประชันโฉมกัน แล้วก็ประกวดว่าใครชนะเลิศ งานแบบนี้ก็ไม่เคยไปกับเค้าหรอก…ไร้ความสนใจ หรือว่าเป็นคนเฉยชา ??? ได้เห็นรูปจากเพื่อนๆ ที่ไปแล้วเอามาลงที่ facebook ก็ดูน่าสนุกดี

กลับจากตีแบตมินตันกับเพื่อนๆ ประมาณ 4 ทุ่มกว่า ก็ตั้งใจจะขับรถไปหาน้ำหรือไอติมกินกับเพื่อนนิดหน่อย พอผ่านสแควร์ (ย่านดาวน์ทาวน์) โอ้วว…เด็กวัยรุ่นแต่งตัวมาประชันกันเพียบ ที่เห็นแปลกๆ เด็ดๆ ก็จะมี…เสื้อยืดกับบ๊อกเซอร์ (อากาศมันหนาวนะ แล้วน้องเค้าก็เดินอยู่ข้างถนน หิ้วขึ้นรถด้วยดีมั้ย อิอิ) เจ้าสาวที่มาพร้อมกับช่อดอกไม้ (คาดว่าพร้อมที่จะโยน) โอ้ย..หลายแบบมากเลยหน่ะ มั่นใจว่าอีกไม่นานเด็กเหล่านี้ก็จะเมา ตื่นมาพรุ่งนี้ก็ไปดูฟุตบอล หลังจากดูบอลจบก็ไปเมาอีกรอบ จริงๆ นะ เด็กที่นี่ก็ประมาณนี้แหล่ะ

พอถึงอพาต์เม้นต์ วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ก็ยืนเม้าท์กันเสียงดัง ฉันก็สะพายกระเป๋าไม้แบตฯ กำลังจะขึ้นไปที่ห้องพัก มีเด็กอยู่คนนึงสงสัยว่าคงพักอยู่ที่นี่เหมือนกัน แต่ไม่เคยเห็นหน้า..เมาไม่ได้สติมาขอเช็คแฮนด์เฉยเลยพร้อมบอกว่า Happy Halloween ฉันก็โอเค…Happy Halloween นึกในใจ..เมาแล้วก็ไปนอนไป๊ ทำเสียงดังอยู่ได้

เคยมั๊ยที่ต้องรออะไรสักอย่าง…ทุกคนต้องเคยรอมาก่อนทั้งนั้นแหล่ะ ไม่ว่าจะรอพ่อหรือแม่มารับที่โรงเรียนตอนเด็กๆ รอแฟนไปเที่ยวกัน รอเวลาเข้าประชุม รอเวลาเข้าห้องตรวจตอนไปอยู่โรงพยาบาล รอเรียกบัตรคิวตอนไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคาร หรือรออะไรต่อมิอะไรสาระพัด

ความรู้สึกของคนรอ..คือ..ทำไมมันช้าจังหรือเมื่อไหร่จะถึงคิวเราสักทีนะ แน่หล่ะว่าเราต้องคอยดูเวลาตลอดหรือเลขบัตรคิวในมือใช่เปล่า พอดูเสร็จปุ๊บ..ก็เกิดอารมณ์บูดๆ เซ็งๆ เราก็เป็นคนหนึ่งนะที่เมื่อก่อนรู้สึกว่าจะค่อนข้างมีความอดทนกับการรอคอยพอประมาณ อาจจะเพราะว่าเกิดในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารแบบไร้สาย หลังจากนั้นก็เริ่มมีเพจเจอร์ ต่อมาก็เป็นโทรศัพท์มือถือ ช่วงแรกๆ เมื่อนัดใครแล้วมาไม่ตรงเวลา..เราก็ต้องรอใช่มั๊ย เพราะเค้าอาจจะอยู่ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่เค้าจะมา สุดท้ายก็ต้องรอ รอ และ รอ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย

หลังจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น โทรศัพท์มือถือเลยเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เราทราบว่าคนที่เรากำลังรอคอยจะมาอีกเมื่อไหร่ กี่ชั่วโมงหรือกี่นาที ทำให้คนเราเสียเวลากับการรอคอยน้อยขึ้นและสามารถใช้เวลาเหล่านั้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราก็เป็นคนสามัญธรรมดาคนนึงที่ได้มาอยู่ที่อเมริกา ที่นี่เรื่องเวลาค่อนข้างสำคัญมาก อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษบอกว่าเค้าคิดว่าเวลาที่เสียไปคือเงินในกระเป๋าที่เสีย อันนี้เคยเจอแล้วหล่ะขอคอนเฟริ์ม คือเนื่องจากมีเพื่อนร่วมงานชาวโปแลนด์ชื่ออีว่า เค้ามีลูกสาวอายุประมาณ 8 ขวบ ปกติตอนเย็นเด็กจะเรียน after school คล้ายๆ กับเรียนพิเศษตอนเย็นที่โรงเรียนแบบบ้านเราหน่ะ ที่หลายๆ ครอบครัวต้องให้ลูกเรียนเพราะว่าเด็กที่นี่จะเลิกเรียนประมาณ 3 โมงเย็น แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเลิกงาน 5 โมงเย็น และไม่สามารถดูแลลูกได้ อีว่าให้ลูกเข้าโปรแกรมนี้เช่นกัน แล้วเผอิญว่ามีวันนึงอีว่าต้องเข้าประชุมตอน 4 โมงครึ่งกว่าจะประชุมเสร็จและไปรับลูกก็ 5 โมงกว่าแล้ว รู้มั๊ยว่าอีว่าต้องเจอค่าปรับไปหลายสิบเหรียญเนื่องจากไปรับลูกสาย เค้าคิดนาทีละดอลล่า่ (โหดม๊าก)

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างที่นี่จะทำกันตรงเวลาแป๊ะ เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทยเวลาจะเข้าประชุมตอนบ่าย 2 ก็จะเดินออกจากห้องทำงานประมาณเกือบบ่าย 2 แล้วถึงห้องประชุมสาย 3-4 นาที ทำอย่างไรได้เค้าเป็นอย่างนี้ทุกคน และประธานจะเริ่มเปิดประชุมประมาณบ่าย 2 เศษๆ แต่ที่นี่ไม่ได้เลยนะเราควรถึงก่อนเวลานัด เพราะเวลาบ่าย 2 ตรงจะเริ่มประชุมเลย และบางครั้งถ้าไปก่อนเวลามากไป ก็ต้องนั่งเล่น เดินเล่่นไปเรื่อย เพื่อให้ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าไปได้ ไม่งั้นไม่สมควร ดูสิ..ไปก่อนเวลาเยอะก็ไม่ดี

ทั้งหมดนี้ทำให้เราเป็นคนตรงต่อเวลา ใครรอบข้างทำอะไรชักช้า หรือไม่ตรงต่อเวลาก็จะเกิดอาการหงุดหงิด เพื่อไม่ให้อาการกำเริบ (พูดซะยังกะเป็นโรคอะไรแหน๊ะ) เราจะไม่ผูกนาฬิกาข้อมือแล้ว ช่วงแรกๆ ยอมรับว่าติดนาฬิกาข้อมือมาก หลังจากต้องใช้คอมพิวเตอร์ทุกวันก็มักจะถอดเอาไว้แล้วใส่ตอนที่ไม่ต้องพิมพ์งาน ช่วงหลังรู้สึกได้ว่าเวลานัดใครพอไม่เห็นเวลา ไม่รู้ว่าสายไปนานแค่ไหนก็เริ่มที่จะไม่หงุดหงิดแล้ว อีกครั้นจะดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือก็ดูยุ่งยาก ทำให้รู้สึกว่าใจเย็นยิ่งขึ้นด้วย และในบางครั้งหากต้องการรอคอยอีเมลล์หรือจดหมายสำคัญสักฉบับ ปกติก็จะเช็คเมลล์ก่อนนอนครั้งนึง ตื่นมาก็เช็คอีกรอบ หากว่ายังไม่มีเมลล์เข้ามันก็เกิดอาการเซ็งๆ กลายเป็นเช้าวันใหม่ที่ไม่สดใสเสียเลย เป็นโรคจิตลักษณะนี้อยู่ 3-4 วันจนกระทั่งปลงตก และเมื่อไหร่ได้รับในสิ่งที่ต้องการแล้วก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง คิดว่าตัวเองเป็น Meg Ryan รอเมลล์จากพี่ Tom Hanks อะไรทำนองนั้นเลย อิอิ

สงสัยว่าตัวเราจะยังมีกรรมและบาปอยู่เยอะมั๊ง…อารมณ์ร้อนด้้วย แต่ไม่ได้ร้อนแบบพาลนะ แต่จะออกแนวขี้หงุดหงิดมากกว่าในกรณีที่พบว่าใครทำอะไรที่ไม่สบอารมณ์ มันเป็นความหงุดหงิดอยู่ในใจแบบไม่ระบายออก อาจจะมีอาการแสดงออกทางสีหน้ามั้งแต่ทางวาจาไม่ค่อยมี

อึม…ได้เขียนแบบนี้ก็ดีนะเหมือนกับเป็นการผ่อนคลายในรูปแบบหนึ่ง ใครมีอะไรจะแนะนำให้อารมณ์เย็นขึ้นหน่อย ก็เชิญนะ ยินดีน้อมรับคำแนะนำคะ

Tags: ,