Life is all around.

Archive for the ‘นาฬิกาชีวิต’ Category

smelly

หลังจากของขึ้นกับพวกคนอินเดียไปแล้ว ยังมีอะไรอีกเยอะที่อยากพูดถึง ปกติแล้วเราเลี่ยงที่จะคบเป็นเพื่อนและเสวนากับคนกลุ่มนี้ เราไม่ได้เป็นพวกเรซิสอะไรทำนองนี้หรอกนะ แต่บางครั้งมันก็อดคิดไม่ได้หน่ะเพราะคนอินเดียส่วนใหญ่ที่เราเจอ คือ เห็นแก่ตัว ขี้โกงแล้วก็โค๊ดเหม็น บางคนก็อาจจะดีมั้ง…แต่ในชีวิตประจำวันของเรายังไม่เจอแบบดีๆ เลย

ในตึก Engineering School หรือพวก Computer Science and Tech. ของมหาวิทยาลัยในอเมริกาโดยทั่วไปจะเห็นนักเรียนอินเดียกับจีนเยอะมาก อันนี้เป็นปกติอยู่แล้วแหล่ะ ที่ทำงานของเราก็เช่นกัน บางครั้งยังคิดเลยว่าอยู่อเมริกาหรือประเทศจีนกันแน่ เพราะบรรยากาศที่เค้าคุยกันเองนี่ ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย นอกจากคุยกับเราหรืออาจารย์ระดับสูงก็จะพูดภาษาอังกฤษ ดีหน่อยว่าที่ทำงานมีคนจีนเยอะและมีคนอินเดียแค่ 2 คน ทั้งสองคนไม่ได้เป็นนักเรียนอย่างเราหรอก คนนึงทำงานอีกตึกนึงก็ดีไป แต่อีกคนทำงานใกล้กัน จริงๆ แล้วเค้าต้องนั่ง section ของ staff แต่เผอิญว่า section ของ staff ที่เค้าควรจะต้องนั่งทำงานมันเต็ม เค้าก็เลยมานั่งฝั่งนักเรียนติดกับเรา โอ้ว…แม่เจ้า เป็นตั้ง Ph.D. หน้าที่การงานก็ดี (อันนี้จริงๆ ไม่เกี่ยวหรอก) ไหง..กลิ่นโค๊ดเหม็น เรานะแทบจะเป็นลม ต้องไปซื้อน้ำหอมสาระพัดมาประดับประดาที่โต๊ะทำงานไม่ให้มีกลิ่นแขกลอยมาเข้าจมูก เท่านั้นยังไม่พอ คนจีนที่อยู่โต๊ะถัดไปต้องกลับประเทศ ทีนี้มีนักเรียนจากอินเดียมานั่งแทน พระเจ้าช่วย…โดนแขกขนาบข้าง กรำๆๆๆๆ คือต้องเข้าใจนะ เราทำงานใช้คอมพิวเตอร์เป็นห้องติดแอร์แบบปิดตลอด อาจจะเปิดประตูตอนเที่ยงบ้างนิดหน่อยเท่านั้นเอง กลิ่นมันก็ไม่ไปไหนตลบอบอวนอยู่อย่างนั้น เซ็งๆๆ

กลิ่นแขกจากซ้ายและขวามันช่างทรงพลังอย่างยิ่ง บอกได้คำเดียวว่า..มึนและเหม็นจะเป็นลมตายอยู่แล้ว ช่วงหน้าร้อนในบางวันโดยเฉพาะตอนเที่ยงๆ บ่ายๆ เราต้องหนีออกไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดหรือเอา laptop มาจากบ้านเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานที่โต๊ะ ดีหน่อยว่าเด็กนักเรียนอินเดียอยู่แค่เดือนเดียว ไม่งั้นเราต้องตายแน่ๆ บางครั้งเวลามีสัมนา ถ้าเราเข้ามาหลังก็จะนั่งห่างจากคนพวกนี้ให้มากที่สุด เหม็นจริงๆ นะขอบอก มีอยู่ครั้งนึง เรานั่งเรียบร้อยเสร็จสรรพ เวรกรรม..อีตานี่มานั่งใกล้ๆ เราก็ใช้มุขนั่งอยู่แป๊บนึงแล้วก็เปลี่ยนที่ไปเลย บอกว่าคนข้างหน้าบังมองไม่เห็น เฮ้ย…ไม่ไหว

ส่วนเรื่องขี้โกงก็สุดๆ เหมือนกัน ปกติที่ทำงานเค้าจะล็อคไม่ให้โทรออกนอกเมือง ถ้าโทรก็จะต้องมีรหัสโค้ดที่ใช้สำหรับโทรออก แล้วเค้าก็จะให้โค้ดสำหรับคนทำงานเอาไว้ใช้สำหรับโทร.ในเรื่องงานเท่านั้น นักเรียนไม่มีสิทธิ์ได้รับโค้ด หากใครต้องการโทรเบอร์ภายในมหาวิทยาลัยหรือภายในเมืองหรือเบอร์โทร.ฟรีก็สามารถโทรได้เลย เผอิญว่าหลังจากที่นักเรียนอินเดียที่นั่งข้างเรากลับอินเดียไปแล้ว ทางเลขาของที่ทำงานก็ได้บิลค่าโทรศัพท์ ที่โทรไปยังเมืองๆ หนึ่งในรัฐ Mississippi โทรศัพท์ที่ใช้โทรออกก็คือโทรศัพท์ที่พวกเราใช้กันนั่นเอง โทรไปเบอร์นั้นประมาณเกือบ 10 ครั้งเห็นจะได้ คนทั้งหมดในออฟฟิสมีอยู่ 8 คน แต่คนที่โทรได้มีแค่ 5 คน เพราะอีก 3 คนเป็นนักเรียนซึ่งพวกเราไม่สามารถโทรออกได้อยู่แล้ว คนทำงานอีก 1 กลับประเทศจีน เลยเหลือผู้ต้องหาอยู่ 4 คน ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนโทรสักคน จริงๆ ค่าโทรก็ไม่เยอะหรอก แต่เลขาต้องการจะลงงบให้ถูกต้องว่าเป็นงานไหน เลขาระบุว่าเวลาที่โทรออกเป็นตอน 3-4 ทุ่ม ซึ่งไม่ใช่เวลาทำงาน เราก็รู้แล้วแหล่ะว่าใครโทร แต่ไม่ต้องการกล่าวหาใคร เพราะตลอดเวลาที่นักเรียนอินเดียอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยเห็นกลับบ้านไปนอนซักที ที่พักเค้าก็มีนะ แต่เค้านอนที่ทำงานแทนหน่ะ (เค้าไม่มีโทรศัพท์กับอินเตอร์เน็ตที่บ้านพัก ดังนั้นกลางคืนแชทกับคนที่อินเดีย กลางวันเห็นหลับเป็นประจำ) ดูจากเวลาที่โทรออกเราสรุปได้เลยว่ามีใครโทร ปัญหาคือเค้าโทรได้ยังไง เราก็สงสัยเหมือนกัน เราคิดว่าเลขาก็สงสัยเช่นเดียวกัน หลังจากไม่มีใครยอมรับ ก็แหงซิ..คนโทรกลับอินเดียไปแล้ว วันต่อมาเลขาก็เลยโทรไปยังเบอร์ที่ถูกระบุว่าโทรออกไป สรุปว่าเป็นเบอร์ของบริษัท calling card ที่ใช้โทรกลับไปต่างประเทศอีกต่อนึง ทีนี้เค้าก็เลยถามท่านด๊อกเตอร์อินเดียที่เป็น staff เลย แต่พูดอะไรกันเราไม่รู้หรอกนะ เพราะเค้าไปคุยกันข้างนอก และสรุปว่าคนก็รู้ว่าเด็กนักเรียนอินเดียเป็นคนโทร แต่คุณด๊อกเตอร์นี่จะยอมรับหรือเปล่าว่าเป็นคนให้โค้ดโทรศัพท์ เพื่อใช้โทรส่วนตัว อันนี้ไม่รู้เหมือนกันนะ นี่ก็เป็นเรื่องแย่ๆ อีกเรื่องที่เราเจอ

เฮ้อ…จิตใจคน ยากแท้หยั่งถึง การศึกษานี่ทำให้จิตใจคนพัฒนาไปบ้างเปล่าเนี้ย น่าคิดนะ

Tags:

image_preview

วันนี้มาขอระบายหน่อย ใครไม่อยากอ่านก็ไม่เป็นไรนะ เพราะเจ้าของบล๊อกกำลังอารมณ์ขุ่นๆๆ จากการซื้อของทางอินเตอร์เน็ต แล้วเจอพวกที่ชอบฉวยโอกาสบางกลุ่ม เฮ้อ…. จริงๆ ไม่ได้เครียดปานนั้นหรอก แต่อยากจะเขียนเอาไว้เผื่อคนที่เข้ามาอ่านจะได้รู้ไว้เป็นบทเรียนมากกว่า

เรื่องมีอยู่ว่า เราต้องซื้อหนังสือออนไลน์หน่ะ เพราะแถวเมืองที่อยู่มันไม่มีขาย แล้วหนังสือที่ว่ามันก็หายากเหลือเกิน ปกติเราจะซื้อหนังสือผ่าน Amazon แต่เผอิญหนังสือที่ขายจาก Amazon ราคาสูงกว่าที่เว็บ Alibris ถึง 2 เท่า… เอาน่าเว็บนี้ก็มีชื่อเสียงเหมือนกัน รับประกันได้ เลยตกลงซื้อหนังสือจากคนๆ หนึ่ง ไม่เอ่ยนามละกัน ตามแหล่งที่อยู่ระบุว่าพำนักอยู่ที่เมือง Pennsylvania ในอเมริกานี่แหล่ะ โอเคเลย ใกล้ๆ เพราะสั่งไม่กี่วันก็คงได้หนังสือ

สั่งหนังสือเสร็จสรรพ บัตรเครดิตโดนหักเงินเรียบร้อย หนังสือระบุว่าถูกส่งมาแล้ว เราก็นั่งรอนอนรอครบ 5 วัน ไปเช็คหนังสือที่ออฟฟิสที่อพาร์ตเม้นต์ทุกวัน เพราะหนังสือมันจะใหญ่กว่าช่องใส่จดหมายที่ทางอพาต์เม้นต์จัดให้ เลยต้องไปสอบถามที่ออฟฟิสเอง แต่ทำไมหนังสือไม่มาซักทีนะ เพราะในเว็บระบุว่าปกติหนังสือจะถูกส่งแบบ UPS Ground แบบมาตราฐานถ้าไม่ระบุเป็นอย่างอื่น และควรต้องถึงอย่างน้อย 7-14 วัน อึม…มันแปลกๆ นะ

เราก็เช็คอีเมลล์ก็เห็นสถานะของหนังสือระบุว่า shipped เอ๊ะ…แล้วทำไมไม่ได้รับหว่า ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ของอพาต์เมนต์ ห้องพัก ชื่อถนน รหัสไปรษณีย์ทุกอย่างก็ถูกต้องเรียบร้อย เพราะซื้อของมาตั้งเยอะแยะไม่มีทางเขียนที่อยู่ตัวเองผิดแน่นอน แต่ด้วยความที่ตัวเองประมาทและซื่อบื้อเล็กน้อย และไม่มีลิงค์ของ Tracking No. ในอีเมลล์ ก็คิดว่าหนังสือคงถูกส่งแบบ UPS Ground ธรรมดาที่ไม่สามารถ Track ได้ว่าหนังสืออยู่ที่ไหน หลังจากนั้นก็ส่งอีเมลล์หาคนขาย…ไม่ตอบกลับแฮ่ะ ผ่านไปเกือบอาทิตย์ ส่งอีเมลล์ไปใหม่…ก็ไม่มีการตอบกลับเหมือนเดิม เอ๊ะ…ทำไงดีน้าถึงจะรู้ว่าหนังสืออยู่ไหน ก็เลยเข้าไปที่เว็บ Alibris อีกครั้งพอดู status การส่งของ อ้าวมี Tracking No. ด้วยเหรอ แล้วทำไมส่งแบบ FedEx หล่ะ…ยิ่งงงเข้าไปใหญ่

ที่ต๊กใจ เห้ย…ทำไมส่งมาจาก New Delhi ประเทศอินเดียฟร่ะ…โดนอ้ายพวกแขกหลอก ไหนบอกบ้านแกอยู่เมกา..เปลี่ยนสัญชาติเร็วจริง ไอพวกบ้า (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ..อารมณ์พาไป 555) ทีนี้ทำไงดี เพราะดูจาก Tracking No. เค้าระบุว่าหนังสือถูกส่งกลับไปที่ศูนย์ FedEx ในเมืองใกล้ๆ กับเมืองที่อยู่ เพราะเมืองที่อยู่ไม่มีศูนย์ FedEx แต่ที่เค้าไม่ส่งเพราะเค้าระบุว่าที่อยู่ของผู้รับไม่ถูกต้อง อ้าว…ไหงเป็นงี้หล่ะ ก็ที่อยู่ให้ถูกต้องทุกอย่างหนิ ทำไมหนังสือถูกตีกลับ

หลังจากนั้นก็โทร.หา FedEx เพื่อถามว่าหนังสืออยู่ที่ไหน เพราะศูนย์ FedEx มันมีหลายที่ หลังจากได้ที่อยู่เสร็จสรรพ ก็รีบตรงดิ่งไปทันที เจ้าหน้าที่บอกว่าหนังสือส่งกลับไป FedEx Center แล้ว เค้าบอกว่าที่เพกเกจของคุณไม่สามารถส่งได้เพราะที่อยู่ระบุไม่ถูกต้อง หลังจากนั้นเราจะเก็บเพกเกจของคุณไว้ 5 วัน ภายหลังจาก 5 วัน เราจะส่งไปเพกเกจคุณไปที่ FedEx Center ตอนแรกเราก็งง…อ้าวมันยังมี FedEx Center อีกเหรอ แล้วมันอยู่ที่ไหนเนี้ย…จะได้ไปเอาหนังสือ คุยไปคุยมาก็คือเค้าส่งกลับคืนผู้ส่ง อ้าว…เวรกรรม ป่านนี้ใครคนนั้นที่ประเทศอินเดียคงได้ทั้งเงินและหนังสือเราไปแล้วแหล่ะ ว่าสิทำไมอีเมลล์ไม่ยอมตอบ

เราก็ถามเจ้าหน้าที่นะว่าทำไมที่อยู่ที่ผิดและให้เค้าลองเปรียบเทียบกับที่อยู่ที่เราให้กับคนขายหนังสือ เค้าบอกว่าผู้ส่งไม่ได้ระบุหมายเลขอพาต์เม้นต์ ทำให้ไม่สามารถส่งได้เนื่องจากทางพนักงานที่อพาต์เม้นต์ไม่สามารถเซ็นต์รับของได้ ดังนั้นจึงกลายเป็นที่อยู่ไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่บอกว่าทุกวันมีเหตุการณ์แบบนี้บ่อย และแนะนำให้ติดต่อกับทางคนขายโดยตรง เพราะแค่จ่ายค่าส่งใหม่ก็คงได้ของแล้วแหล่ะ เราคิดว่าปกติเวลาส่งของก็จะ Copy & Paste ที่อยู่ของผู้รับทั้งนั้นแหล่ะ เค้าไม่ได้พิมพ์เองกันหรอก และบางคนเค้ายังส่งเมลล์มายืนยันที่อยู่ อึม…คนแขกคนนี้มันช่างลูกเล่นแพรวพราวเสียจริง

เพื่อนบางคนบอกว่า อันนี้อาจจะเป็นยุทธวิธีการทำธุรกิจแบบขี้โกงก็ได้ เพราะเค้ารู้ว่าถ้าของส่งไม่ถึงผู้รับ (โดนแกล้งเขียนให้ที่อยู่ขาดตกบกพร่องอะไรบางอย่าง) ของที่สั่งไปก็ส่งตีกลับมาหาตัวเอง และกลายเป็นว่าผู้รับให้ที่อยู่ผิด สรุปว่าคนขายได้ทั้งเงินได้ทั้งของคืน เออ…ตั้งแต่ซื้อของออนไลน์มาก็เจอพวกแขกนี่แหล่ะขี้โกงสุดๆ ครั้นจะไปติดต่อเอาหนังสือคืนเราคงไม่ทำหรอก เพราะคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ของคืน คาดว่าส่งเงินค่าส่งไปก็คงไม่ได้หนังสือเหมือนเดิม อีกอย่างไม่ค่อยอยากจะเสวนากับคนขี้โกง จริงๆ ค่าเสียหายก็ไม่เยอะมากหรอก ก็คิดว่าเป็นการซื้อความรู้ใหม่และทำบุญให้ขอทานไปละกัน….เชอะ

จบข่าว

เคยมั๊ยที่ต้องรออะไรสักอย่าง…ทุกคนต้องเคยรอมาก่อนทั้งนั้นแหล่ะ ไม่ว่าจะรอพ่อหรือแม่มารับที่โรงเรียนตอนเด็กๆ รอแฟนไปเที่ยวกัน รอเวลาเข้าประชุม รอเวลาเข้าห้องตรวจตอนไปอยู่โรงพยาบาล รอเรียกบัตรคิวตอนไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคาร หรือรออะไรต่อมิอะไรสาระพัด

ความรู้สึกของคนรอ..คือ..ทำไมมันช้าจังหรือเมื่อไหร่จะถึงคิวเราสักทีนะ แน่หล่ะว่าเราต้องคอยดูเวลาตลอดหรือเลขบัตรคิวในมือใช่เปล่า พอดูเสร็จปุ๊บ..ก็เกิดอารมณ์บูดๆ เซ็งๆ เราก็เป็นคนหนึ่งนะที่เมื่อก่อนรู้สึกว่าจะค่อนข้างมีความอดทนกับการรอคอยพอประมาณ อาจจะเพราะว่าเกิดในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารแบบไร้สาย หลังจากนั้นก็เริ่มมีเพจเจอร์ ต่อมาก็เป็นโทรศัพท์มือถือ ช่วงแรกๆ เมื่อนัดใครแล้วมาไม่ตรงเวลา..เราก็ต้องรอใช่มั๊ย เพราะเค้าอาจจะอยู่ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่เค้าจะมา สุดท้ายก็ต้องรอ รอ และ รอ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย

หลังจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น โทรศัพท์มือถือเลยเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เราทราบว่าคนที่เรากำลังรอคอยจะมาอีกเมื่อไหร่ กี่ชั่วโมงหรือกี่นาที ทำให้คนเราเสียเวลากับการรอคอยน้อยขึ้นและสามารถใช้เวลาเหล่านั้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราก็เป็นคนสามัญธรรมดาคนนึงที่ได้มาอยู่ที่อเมริกา ที่นี่เรื่องเวลาค่อนข้างสำคัญมาก อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษบอกว่าเค้าคิดว่าเวลาที่เสียไปคือเงินในกระเป๋าที่เสีย อันนี้เคยเจอแล้วหล่ะขอคอนเฟริ์ม คือเนื่องจากมีเพื่อนร่วมงานชาวโปแลนด์ชื่ออีว่า เค้ามีลูกสาวอายุประมาณ 8 ขวบ ปกติตอนเย็นเด็กจะเรียน after school คล้ายๆ กับเรียนพิเศษตอนเย็นที่โรงเรียนแบบบ้านเราหน่ะ ที่หลายๆ ครอบครัวต้องให้ลูกเรียนเพราะว่าเด็กที่นี่จะเลิกเรียนประมาณ 3 โมงเย็น แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเลิกงาน 5 โมงเย็น และไม่สามารถดูแลลูกได้ อีว่าให้ลูกเข้าโปรแกรมนี้เช่นกัน แล้วเผอิญว่ามีวันนึงอีว่าต้องเข้าประชุมตอน 4 โมงครึ่งกว่าจะประชุมเสร็จและไปรับลูกก็ 5 โมงกว่าแล้ว รู้มั๊ยว่าอีว่าต้องเจอค่าปรับไปหลายสิบเหรียญเนื่องจากไปรับลูกสาย เค้าคิดนาทีละดอลล่า่ (โหดม๊าก)

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างที่นี่จะทำกันตรงเวลาแป๊ะ เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทยเวลาจะเข้าประชุมตอนบ่าย 2 ก็จะเดินออกจากห้องทำงานประมาณเกือบบ่าย 2 แล้วถึงห้องประชุมสาย 3-4 นาที ทำอย่างไรได้เค้าเป็นอย่างนี้ทุกคน และประธานจะเริ่มเปิดประชุมประมาณบ่าย 2 เศษๆ แต่ที่นี่ไม่ได้เลยนะเราควรถึงก่อนเวลานัด เพราะเวลาบ่าย 2 ตรงจะเริ่มประชุมเลย และบางครั้งถ้าไปก่อนเวลามากไป ก็ต้องนั่งเล่น เดินเล่่นไปเรื่อย เพื่อให้ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าไปได้ ไม่งั้นไม่สมควร ดูสิ..ไปก่อนเวลาเยอะก็ไม่ดี

ทั้งหมดนี้ทำให้เราเป็นคนตรงต่อเวลา ใครรอบข้างทำอะไรชักช้า หรือไม่ตรงต่อเวลาก็จะเกิดอาการหงุดหงิด เพื่อไม่ให้อาการกำเริบ (พูดซะยังกะเป็นโรคอะไรแหน๊ะ) เราจะไม่ผูกนาฬิกาข้อมือแล้ว ช่วงแรกๆ ยอมรับว่าติดนาฬิกาข้อมือมาก หลังจากต้องใช้คอมพิวเตอร์ทุกวันก็มักจะถอดเอาไว้แล้วใส่ตอนที่ไม่ต้องพิมพ์งาน ช่วงหลังรู้สึกได้ว่าเวลานัดใครพอไม่เห็นเวลา ไม่รู้ว่าสายไปนานแค่ไหนก็เริ่มที่จะไม่หงุดหงิดแล้ว อีกครั้นจะดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือก็ดูยุ่งยาก ทำให้รู้สึกว่าใจเย็นยิ่งขึ้นด้วย และในบางครั้งหากต้องการรอคอยอีเมลล์หรือจดหมายสำคัญสักฉบับ ปกติก็จะเช็คเมลล์ก่อนนอนครั้งนึง ตื่นมาก็เช็คอีกรอบ หากว่ายังไม่มีเมลล์เข้ามันก็เกิดอาการเซ็งๆ กลายเป็นเช้าวันใหม่ที่ไม่สดใสเสียเลย เป็นโรคจิตลักษณะนี้อยู่ 3-4 วันจนกระทั่งปลงตก และเมื่อไหร่ได้รับในสิ่งที่ต้องการแล้วก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง คิดว่าตัวเองเป็น Meg Ryan รอเมลล์จากพี่ Tom Hanks อะไรทำนองนั้นเลย อิอิ

สงสัยว่าตัวเราจะยังมีกรรมและบาปอยู่เยอะมั๊ง…อารมณ์ร้อนด้้วย แต่ไม่ได้ร้อนแบบพาลนะ แต่จะออกแนวขี้หงุดหงิดมากกว่าในกรณีที่พบว่าใครทำอะไรที่ไม่สบอารมณ์ มันเป็นความหงุดหงิดอยู่ในใจแบบไม่ระบายออก อาจจะมีอาการแสดงออกทางสีหน้ามั้งแต่ทางวาจาไม่ค่อยมี

อึม…ได้เขียนแบบนี้ก็ดีนะเหมือนกับเป็นการผ่อนคลายในรูปแบบหนึ่ง ใครมีอะไรจะแนะนำให้อารมณ์เย็นขึ้นหน่อย ก็เชิญนะ ยินดีน้อมรับคำแนะนำคะ

Tags: ,


หนังสือกับซีดี…ต้องเอาไปกระจายให้คนแถวนี้ได้อ่านกันทั่วหน้า

สัปดาห์ที่ผ่านมามีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทั้งจากวิทยาเขตหาดใหญ่และปัตตานีจำนวน 5 ท่่าน เดินทางมาทำ MOU (Memorandum of understanding) กับทาง Ole Miss คณาจารย์ที่มาส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งการงานสูงๆ ทั้งนั้น เหล่าคณาจารย์มาถึงเมื่อวันพฤหัสที่ 16 และพักอยู่ที่โรงแรมของมหาวิทยาลัยประมาณ 1 สัปดาห์…ในฐานะหนึ่งในตัวแทนนักเรียนไทยใน Ole Miss ขอยินดีต้อนรับอาจารย์ด้วยความจริงใจ 🙂

ได้มีโอกาสทักทายและร่วมรับประทานอาหารกับอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น คณบดีคณะวิทยาการจัดการ (วจก.) กับคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และหัวหน้าภาคฯ ต่างๆ ระหว่างนั้นก็พูดคุยกันถึงสถานะการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน รวมถึงเหตุวุ่นวายต่่างๆ ที่เกิดขึ้น แหม…คนไทยหนอ ใยต้องสู้รบกันเองด้วยนะ (เพราะอีตา…คนเดียว)

มื้อแรกนี้เราทานอาหารค่ำตามฉบับบ้านนอกที่ร้าน Taylor Grocery ต้องเรียกอย่างนี้เนื่องจากต้องขับรถออกไปนอกเมือง (Taylor) เพื่อไปทานปลาดุกอันเลื่องชื่อในละแวกนี้ ร้านนี้ปกติลูกค้าจะแน่นมากโดยเฉพาะวันศุกร์ กลุ่มพวกเราเดินทางด้วยรถตู้ ไปด้วยกันทั้งหมด 7 คน และนัดสมาชิกเพิ่มเติมอีก 2 คนซึ่งเค้าจะขับรถไปเองแล้วไปเจอกันที่ร้านเลย ตอนไปถึงร้านก็จะเข้าไปนั่งรอในร้าน เนื่องจากข้างนอกมันเย็น ทางร้านก็ไม่ยอมบอกว่าต้องมาให้ครบ 9 คนก่อนถึงจะอนุญาตให้เข้าร้านได้ สรุปว่าต้องออกมานั่งรอนอกร้าน ลมก็พัดซะเย็นเชียว อีกครั้นของจองโต๊ะ…เค้าไม่รับจอง เออ…แปลกดี แล้วสมาชิกอีก 2 คนก็เดินทางมาถึง แต่เผอิญว่าตอนนั้นยังไม่มีโต๊ะใหญ่ว่าง ก็ต้องรอต่อไปอีก…อะไรเนี้ย จะให้กินกันหรือเปล่า อุตส่าห์มาอุดหนุนนะเนี้ย ช่างเหอะ สุดท้ายก็ได้กินอยู่ดีแหล่ะ เอาเป็นว่าคนส่วนใหญ่ก็สั่ง whole catfish plate แบบทอดนะ มันขึ้นชื่อที่สุดของร้านแล้วหล่ะ ปลา catfish นี่บ้านเราเรียกว่าปลาอะไรไม่รู้มีลักษณะคล้ายๆ กับปลาดุก ขืนแปลตามตัวคงเป็นปลาแมว (555)

ร้านนี้ขายอาหารดีมาก อีกทั้งไม่รับจองโต๊ะผ่านทางโทรศัพท์ (ขนาดไปถึงร้านก็ยังไม่ให้จอง) แต่ร้านค่อนข้างโทรมมาก เพราะเค้าต้องการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพโทรมๆ ให้ได้มากที่สุด อย่างห้องน้ำเนี้ย…ถ้าเห็นคงตะลึงนะเพราะไม่คิดว่าในอเมริกาจะมีห้องน้ำที่ดูแย่ได้ขนาดนี้ รู้งี้กลั้นไว้ไปเข้าที่บ้านดีกว่า (ตัวอย่างไม่ดีนะ…อย่าเอาเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ)


ภาหนะสู่จุดหมายปลายทาง


บรรยากาศในร้าน


ห้องน้ำสังกะสีกับที่ใส่สบู่ล้างมือ


ขับกล่อมเสียงเพลงด้วยสาวผู้นี้

ก่อนอาจารย์จะกลับก็ได้มีโอกาสเจออาจารย์อีกครั้ง คราวนี้อาจารย์เป็นคนเลี้ยงข้าว (ขอบคุณนะคะ…อาจารย์) ไปทานอาหารกันที่ร้าน Old Venice เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน เสียดายไม่ได้สั่งพาสต้าอันเลื่องชื่อของร้าน เนื่องจากเพิ่งทานอาหารเที่ยงไปตอนบ่ายแก่ๆ อีกทั้งดื่มกาแฟสักประมาณบ่ายสามได้มั้ง งานนี้กินแค่สลัดง่ายๆ (แค่สั่ง half size ก็เกือบจะทานไม่หมดอยู่แล้ว) ทานอิ่มหมีพีมันก็พาคณาจารย์ไปช้อบปิ้งนิดหน่อยก่อนที่อาจารย์จะเดินทางกลับประเทศไทย อาจารย์แต่ละท่านช่างน่ารักเหลือเกิน..มิหนำซ้ำยังมีของฝากให้ไปแชร์กับเพื่อนๆ อีกด้วย เอาไปให้ใครก็ไม่มีใครเอา พี่ๆ เค้าบอกว่า…น้องเอาเก็บไว้ทานเองเถอะ หรือว่าพี่ๆ เค้าจะสงสารที่ย้ายมาอยู่อพาต์เม้นต์และต้องทำอาหารทานเองอีกทั้งฝีมือการอาหารก็ห่วย อีกครั้นพี่ๆ แต่ละคนก็กลับเมืองไทยบ่อยมากบางคนปีละครั้งเห็นจะได้ ว่าแล้วสมบัติเหล่านี้ก็เป็นของเรา เย้ๆๆๆ (ขอบพระคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ที่อุตส่าห์หอบหิ้วของฝากข้ามน้ำข้ามทะเลกว่าครึ่งโลกมาให้) น้ำพริกทั้ง 10 ซองนี้คงประทังชีพได้นานเป็นปี น้ำพริกซองๆ อย่างนี้กินกับข้าวสวยร้อนๆ นะ อร่อยม๊าก…ขอบอก คนที่อยู่เมืองไทยคงไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติล้ำค่ามากแค่ไหน คนที่ทำอาหารไม่เก่งแถมไม่ค่อยได้กลับเมืองไทยอย่างเราเนี้ยถือว่าเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ นะ ว่าแล้วเราจะเปิดถุงไหนกินก่อนดี 😛

Tags: ,

อ่านชื่อเรื่องอย่าคิดว่าจะเขียนเรื่องทะลึ่งตึงตังอะไรนะ เผอิญว่าได้รับ Forward เมลล์เรื่องนี้จากทอม อ่านแล้วสะเทือนใจมาก ไม่รู้ว่าคนไทยจะทะเลาะอะไรนักหนา (ซึ่งสาเหตุของเรื่องก็มาจากคนแค่คนเดียว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร)


ภาพจาก http://www.prachatai.com

เรื่องบนเตียงของพันธมิตรกับตำรวจ
เสียงไซเรน ณ โรงพยาบาลวชิระ ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นสัญญาณบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร หมอและพยาบาลในชุดขาว ต่างทำหน้าที่กันอย่างหนักเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บที่ร่างกายล้วนนองเลือด โดยไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะใส่ชุดสีกากี หรือ สีเหลือง บุรุษในเสื้อสีเหลือง ร้องโอดโอยจากการมีรอยแผลลึกที่หน้าแข้ง และ ตามตัวหลายแห่ง ขณะที่ตำรวจซึ่งใส่ชุดสีกากีนั้น หมดสติไปแล้วจากการถูกของของแข็งบางอย่างฟาดเข้าตามร่างกาย
หลังจากเข้าทำการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลได้เปลี่ยนชุดทั้งคู่เป็นชุดของโรงพยาบาล และ พาเข้าพักฟื้นในห้องเดียวกัน ในห้องมีครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายมาเยี่ยมตามคาด แต่ต่า งไม่ได้คุยกันด้วยไม่รู้จักกันมาก่อน มีเพียงม่านบางๆกั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของครอบครัวทั้ง 2

“พ่อเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?” เสียงเล็กๆที่บริสุทธิ์ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง
“เจ็บนิดหน่อยลูก” เสียงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในชุดของโรงพยาบาล พยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกรัก
“หนูไม่อยากให้พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตีพ่อด้วย” เสียงเล็กๆยังถามต่อไปด้วยความไม่ประสีประสาเรื่องของผู้ใหญ่
“มันเป็นงานนะลูก ….พ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย หัวหน้าสั่งก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกฎ ”

คำสนทนาเหล่านี้ดังเพียงพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขาต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ

“ถึงพ่อไม่ชอบพ่อก็ต้องทำเหรอ”
“พ่อไม่อยากจะทะเลาะกับคนไทยด้วยกันเลยลูก บ้านเราก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลนี่ ”
“แล้วพ่อจะออกไป ให้เขาทำร้ายแบบนี้ทำไม” เสียงเล็กๆเริ่มสั่นเครือ เพราะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อของเธอพยายามจะอธิบาย

บรรยากาศในห้องเริ่มผู้ป่วยเริ่ม เ งียบงัน มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่บรรดานักวิจารณ์ ต่างพร่ำบอกกับสังคมว่า ตำรวจรังแกประชาชน ประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ตรงกันข้ามกับภาพที่เด็กน้อยเห็นเบื้องหน้า เธอกับพ่อของเธอต่างหากที่ถูกทำร้าย

เสียงเล็กๆในห้อง กำลังร่ำไห้บอกกับโทรทัศน์ บอกกับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นว่า แล้วพ่อหนูล่ะ ….พ่อหนูอยู่ที่นี่ นอนอยู่ตรงนี้ บอกหน่อยได้มั้ยว่า แล้วพ่อหนู ไม่ใช่คนไทยหรือไง ใครทำพ่อของหนู???

ทันใดนั้นม่านบางๆซึ่งกั้นระหว่างเตียงของ บุรุษผู้รักชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ได้ถูกเปิดขึ้น

“คุณตำรวจ….ผมขอโทษ” คำพูดสั้นๆคำแรกที่บรรยายความรู้สึกนับพัน หลุดออกมาจากความรู้สึกของชายมีอายุผู้รักชาติคนนั้น

นายตำรวจในชุดผู้ป่วย แปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กับการต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรทุกวี่วัน เขาเคยชินซะแล้วกับคำพูดถากถางต่างๆ จากฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ ่ ายตรงข้าม หรือ เป็นฝ่ายรักชาติอะไรก็ตามแต่

“คุณลุงเป็นใครคะ ?” เสียงใสๆถามด้วยความสงสัย

“ลุงก็อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ทำให้พ่อหนู เข้าโรงบาลนั่นแหละ” เสียงชายสูงอายุพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“แล้วเพื่อนคุณลุงทำร้ายพ่อหนู ทำไม?” เสียงเล็กๆเริ่มถามอย่างคาดคั้น
“บางครั้งหนูก็ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กับความถูกต้อง วันหน้าหนูจะได้อยู่ในสังคมที่ดีนะหนูนะ”

“แล้วลุงไม่คิดเหรอคะว่า ถ้าพ่อหนูตาย …ลุงได้สังคมทีดี แล้วหนูต้องเป็นเด็กกำพร้า…..หนูทำผิดอะไร ?” เด็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากให้น้ำตา แทนคำพูดที่เหลือทุกๆอย่าง

“บางครั้งเมื่อลุงอยู่กับเพื่อน ลุงอยู่กับคนคิดเหมือนกัน …ลุงเห็นคนข้างหน้าคือศัตรู ที่ต้องจัดการ ลุงเห็นคนใส่เสื้อไม่เหมือนลุงคิดไม่เหมือนลุง เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น…..พอวันนี้เราใส่เสื้อเหมือนกัน …..ได้ฟังหนูกับพ่อคุยกัน ลุงว่า….ลุงเหมือนพึ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ลุงต้องขอโทษหนูจริงๆ…” เสียงกับแววตาของชายสูงอายุ มีท่าทีสำนึกต่อเสียงเล็กๆนั้น

“ผมก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอะไรให้ประชาชนอย่างคุณโกรธ หรือ เข้าใจผิด…หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมโดนเสียดสีและยั่วโมโหจากผู้คนและสังคมมากมาย เหมือนผมไม่ใช่คน เหมือนเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง ผมเสียใจจริงๆ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร ผมก็มีลูกเมีย ผมอยากกลับบ้าน อยากพาลูกเมียไปเที่ยว ผมก็ไม่ได้ทำ ผมต้องออกมาทำงานทุกวันในรอบ 1 เดือนมานี้ ผมคิดถึงลูกเมียผมมาก ภาวนาว่าขอให้เรื่องนี้มันจบๆเสียทีจะได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย พึ่งจะเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ตอนที่ลูกต้องมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล….แต่ถ้าคุณเข้าใจผม ผมคิดว่านาทีนี้ ตรงนี้มันคุ้มค่ามาก ” เสียงคุณตำรวจ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี

วันนั้นภายในพื้นที่เล็กๆของห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม หัวใจของชาย 2 คนทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางขึ้น อย่างน้อยก็ดูกว้างกว่าที่ทำเนียบ หรือ รัฐสภา กรอบที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยหัวโขนที่แต่ละคนใส่อยู่ด้วยความโกรธและเกลียด ถูกทำลายลงหลังจากที่ได้มีการพูดคุย และตระหนักต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน .. ใช่แล้ว!!!เรายังคุยกันด้วยภาษาไทย และมีพ่อคนเดียวกัน ทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ ทำไมปากของเรา ความเห็นของเราถึงถูกใช้เพื่อนำพาไปสู่ความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นความสามัคคี น้ำตาหยดนี้จะไม่มีวันไหลเลย ถ้าเราหยุดคิดสักนิดเพื่อพูดจากัน เปิดใจรับความเห็นต่างกันบ้าง?

ช่วงนี้งานเยอะเหลือเกินเลยไม่ค่อยมีเวลามาอัพบล็อค อ่านเหตุการณ์บ้านเมืองของไทยช่วงนี้ค่อนข้างเครียดมาก ตำรวจให้กำลังทำร้ายประชาชน แย่มากๆๆๆ เหตุการณ์ครั้งนี้มีคนเสียชีวิตด้วย อะไรจะรุนแรงปานนี้นะ


รูปจาก: http://www.manager.co.th

ยิ่งเห็นคลิ๊ปเหตุการณ์นี้ยิ่งรู้สึกแย่ใหญ่ ไม่ไหว…เมื่อไหร่เหตุการณ์วุ่นวายจะยุติลงซักทีนะ


ภาพตำรวจเล็งปืนเตรียมยิงใส่พันธมิตรฯ ที่ ถ.ราชวิถี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและดูวีดีโอ ที่ รวมวิดีโอคลิป “รัฐตำรวจ” เถื่อน! เข่นฆ่าประชาชน จากเว็บไซด์ผู้จัดการ

ได้อ่านเรื่องราวของเด็กตาบอดเรื่องนี้จากเว็บของคุณวีรศักดิ์ รู้สึกว่าโดนใจอย่างไรบอกไม่ถูกเลยอยากนำมาแปะไว้ที่นี่ เผื่อใครหลงเข้ามาในบล็อคก็จะได้อ่านและตัวเองก็จะได้อ่านบ่อยๆ เป็นการระลึกเด็กน้อยตาบอดคนนี้ด้วย

A blind boy sat on the steps of a building with a hat by his feet.
He held up a sign which said: ‘I am blind, please help.’
There were only a few coins in the hat.

A man was walking by.
He took a few coins from his pocket and dropped them into the hat.
He then took the sign, turned it around, and wrote some words.
He put the sign back so that everyone who walked by would see the new words.

Soon the hat began to fill up.
A lot more people were giving money to the blind boy.

That afternoon the man who had changed the sign came to see how things were.

The boy recognized his footsteps and asked, ‘Were you the one who changed my sign this morning?

“What did you write?’

The man said, ‘I only wrote the truth. I said what you said but in a different way.’
What he had written was: ‘Today is a beautiful day and I cannot see it.’
Do you think the first sign and the second sign were saying the same thing?

Of course both signs told people the boy was blind.
But the first sign simply said the boy was blind.
The second sign told people they were so lucky that they were not blind.
Should we be surprised that the second sign was more effective?

Moral of the Story: Be thankful for what you have. Be creative. Be innovative. Think differently and positively.
Invite others towards good with wisdom.
Live life with no excuse and love with no regrets.
When life gives you a 100 reasons to cry, show life that you have 1000 reasons to smile.
Face your past without regret.
Handle your present with confidence.
Prepare for the future without fear. Keep the faith and drop the fear.

Great men say, ‘Life has to be an incessant process of repair and reconstruction, of discarding evil and developing goodness…. In the journey of life, if you want to travel without fear, you must have the ticket of a good conscience.’

The most beautiful thing is to see a person smiling…
And even more beautiful is, knowing that you are the reason behind it!!!

จะว่าไป คนทั่วไปถ้ายังมองแต่จุดด้อยของตนเองตรงนั้นตรงนี้ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับส่วนที่ดีๆ ในชีวิต คนๆ นั้นก็คงมีแต่ความว้าวุ่นใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ นะ มีผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาไม่ได้ขี้เหร่อะไรเลย แต่มักจะบ่นว่าจมูกแบนไม่สวยอยากจะทำศัลยกรรม แต่สามีไม่ยอมก็เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างถึงแม้จะไม่รุนแรงแต่ก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง ถ้าผู้หญิงคนนั้นได้ดูรายการ Discovery Health ก็จะพบว่ามีเด็กทารกรายหนึ่งที่เกิดมาเรียกได้ว่าพิการทางใบหน้าเนื่องจากโครโมโซมผิดปกติ เด็กที่คลอดมาไม่มีใบหน้า มีเพียงแต่รูจมูก 2 รู ไม่มีใบหูแต่มีรูหูเล็กๆ ที่เบี้ยวๆ 2 ข้าง มีตาที่สามารถมองเห็นได้ 1 ข้าง แต่ลักษณะของปากที่ไม่เป็นปาก เป็นช่องโหว่ๆ เห็นแล้วน่าสงสารมาก ตอนนี้เด็กน้อยอายุ 2 ขวบ ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมใหญ่ 2 ครั้ง จะต้องเจ็บตัวอีกกี่ครั้งก็ไม่รู้จนกว่าเด็กน้อยจะสามารถทำอะไรได้เหมือนคนปกติ ปัจจุบันเด็กน้อยก็ยังไม่สามารถรับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง และในการผ่าตัดต้องนำกระดูกส่วนกระโหลกมาโบ๊ะในส่วนของใบหน้าเพื่อที่จะทำหน้าเป็นรูปหน้าขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมเพียงแต่ไม่พอใจในส่วนที่ตนเป็นอยู่ ถ้าเค้าคนนั้นแค่คิดว่าในโลกยังมีอะไรที่แย่กว่าตนเองตั้งเยอะ คิดว่า..ชีวิตนี้เค้าคงมีความสุขมากขึ้นทุกครั้งที่ส่องกระจกนะ

Tags: