Life is all around.

เวลา…กับการรอคอย

Posted on: October 27, 2008

เคยมั๊ยที่ต้องรออะไรสักอย่าง…ทุกคนต้องเคยรอมาก่อนทั้งนั้นแหล่ะ ไม่ว่าจะรอพ่อหรือแม่มารับที่โรงเรียนตอนเด็กๆ รอแฟนไปเที่ยวกัน รอเวลาเข้าประชุม รอเวลาเข้าห้องตรวจตอนไปอยู่โรงพยาบาล รอเรียกบัตรคิวตอนไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคาร หรือรออะไรต่อมิอะไรสาระพัด

ความรู้สึกของคนรอ..คือ..ทำไมมันช้าจังหรือเมื่อไหร่จะถึงคิวเราสักทีนะ แน่หล่ะว่าเราต้องคอยดูเวลาตลอดหรือเลขบัตรคิวในมือใช่เปล่า พอดูเสร็จปุ๊บ..ก็เกิดอารมณ์บูดๆ เซ็งๆ เราก็เป็นคนหนึ่งนะที่เมื่อก่อนรู้สึกว่าจะค่อนข้างมีความอดทนกับการรอคอยพอประมาณ อาจจะเพราะว่าเกิดในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารแบบไร้สาย หลังจากนั้นก็เริ่มมีเพจเจอร์ ต่อมาก็เป็นโทรศัพท์มือถือ ช่วงแรกๆ เมื่อนัดใครแล้วมาไม่ตรงเวลา..เราก็ต้องรอใช่มั๊ย เพราะเค้าอาจจะอยู่ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่เค้าจะมา สุดท้ายก็ต้องรอ รอ และ รอ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย

หลังจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น โทรศัพท์มือถือเลยเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เราทราบว่าคนที่เรากำลังรอคอยจะมาอีกเมื่อไหร่ กี่ชั่วโมงหรือกี่นาที ทำให้คนเราเสียเวลากับการรอคอยน้อยขึ้นและสามารถใช้เวลาเหล่านั้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราก็เป็นคนสามัญธรรมดาคนนึงที่ได้มาอยู่ที่อเมริกา ที่นี่เรื่องเวลาค่อนข้างสำคัญมาก อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษบอกว่าเค้าคิดว่าเวลาที่เสียไปคือเงินในกระเป๋าที่เสีย อันนี้เคยเจอแล้วหล่ะขอคอนเฟริ์ม คือเนื่องจากมีเพื่อนร่วมงานชาวโปแลนด์ชื่ออีว่า เค้ามีลูกสาวอายุประมาณ 8 ขวบ ปกติตอนเย็นเด็กจะเรียน after school คล้ายๆ กับเรียนพิเศษตอนเย็นที่โรงเรียนแบบบ้านเราหน่ะ ที่หลายๆ ครอบครัวต้องให้ลูกเรียนเพราะว่าเด็กที่นี่จะเลิกเรียนประมาณ 3 โมงเย็น แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเลิกงาน 5 โมงเย็น และไม่สามารถดูแลลูกได้ อีว่าให้ลูกเข้าโปรแกรมนี้เช่นกัน แล้วเผอิญว่ามีวันนึงอีว่าต้องเข้าประชุมตอน 4 โมงครึ่งกว่าจะประชุมเสร็จและไปรับลูกก็ 5 โมงกว่าแล้ว รู้มั๊ยว่าอีว่าต้องเจอค่าปรับไปหลายสิบเหรียญเนื่องจากไปรับลูกสาย เค้าคิดนาทีละดอลล่า่ (โหดม๊าก)

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างที่นี่จะทำกันตรงเวลาแป๊ะ เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทยเวลาจะเข้าประชุมตอนบ่าย 2 ก็จะเดินออกจากห้องทำงานประมาณเกือบบ่าย 2 แล้วถึงห้องประชุมสาย 3-4 นาที ทำอย่างไรได้เค้าเป็นอย่างนี้ทุกคน และประธานจะเริ่มเปิดประชุมประมาณบ่าย 2 เศษๆ แต่ที่นี่ไม่ได้เลยนะเราควรถึงก่อนเวลานัด เพราะเวลาบ่าย 2 ตรงจะเริ่มประชุมเลย และบางครั้งถ้าไปก่อนเวลามากไป ก็ต้องนั่งเล่น เดินเล่่นไปเรื่อย เพื่อให้ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าไปได้ ไม่งั้นไม่สมควร ดูสิ..ไปก่อนเวลาเยอะก็ไม่ดี

ทั้งหมดนี้ทำให้เราเป็นคนตรงต่อเวลา ใครรอบข้างทำอะไรชักช้า หรือไม่ตรงต่อเวลาก็จะเกิดอาการหงุดหงิด เพื่อไม่ให้อาการกำเริบ (พูดซะยังกะเป็นโรคอะไรแหน๊ะ) เราจะไม่ผูกนาฬิกาข้อมือแล้ว ช่วงแรกๆ ยอมรับว่าติดนาฬิกาข้อมือมาก หลังจากต้องใช้คอมพิวเตอร์ทุกวันก็มักจะถอดเอาไว้แล้วใส่ตอนที่ไม่ต้องพิมพ์งาน ช่วงหลังรู้สึกได้ว่าเวลานัดใครพอไม่เห็นเวลา ไม่รู้ว่าสายไปนานแค่ไหนก็เริ่มที่จะไม่หงุดหงิดแล้ว อีกครั้นจะดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือก็ดูยุ่งยาก ทำให้รู้สึกว่าใจเย็นยิ่งขึ้นด้วย และในบางครั้งหากต้องการรอคอยอีเมลล์หรือจดหมายสำคัญสักฉบับ ปกติก็จะเช็คเมลล์ก่อนนอนครั้งนึง ตื่นมาก็เช็คอีกรอบ หากว่ายังไม่มีเมลล์เข้ามันก็เกิดอาการเซ็งๆ กลายเป็นเช้าวันใหม่ที่ไม่สดใสเสียเลย เป็นโรคจิตลักษณะนี้อยู่ 3-4 วันจนกระทั่งปลงตก และเมื่อไหร่ได้รับในสิ่งที่ต้องการแล้วก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง คิดว่าตัวเองเป็น Meg Ryan รอเมลล์จากพี่ Tom Hanks อะไรทำนองนั้นเลย อิอิ

สงสัยว่าตัวเราจะยังมีกรรมและบาปอยู่เยอะมั๊ง…อารมณ์ร้อนด้้วย แต่ไม่ได้ร้อนแบบพาลนะ แต่จะออกแนวขี้หงุดหงิดมากกว่าในกรณีที่พบว่าใครทำอะไรที่ไม่สบอารมณ์ มันเป็นความหงุดหงิดอยู่ในใจแบบไม่ระบายออก อาจจะมีอาการแสดงออกทางสีหน้ามั้งแต่ทางวาจาไม่ค่อยมี

อึม…ได้เขียนแบบนี้ก็ดีนะเหมือนกับเป็นการผ่อนคลายในรูปแบบหนึ่ง ใครมีอะไรจะแนะนำให้อารมณ์เย็นขึ้นหน่อย ก็เชิญนะ ยินดีน้อมรับคำแนะนำคะ

Tags: ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: